รองเท้าสเก็ต


รองเท้าเสก็ต

รองเท้าเสก็ตลีลาหรือฟิกเกอร์เสก็ตมี 2 แบบ

  • แบบแรกเรียก Recreational Skate จะเป็นรองเท้าแบบนุ่มๆ ใช้ผ้าปนกับหนัง และจะเหมือนใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้า Sneakers ที่ใช้ใส่เต้นแจ๊สอะไรประมาณนี้ ภาษาอังกฤษเรียกเป็น Leisure หรือ Soft Skate ซึ่งจะมีเบลดติดมากับรองเท้าอยู่แล้วและราคาถูกกว่าอีกแบบที่จะบอก แล้วรองเท้าแบบนี้จะช่วยให้ไม่เจ็บเท้าสำหรับคนที่มีเวลาเล่นไม่บ่อยและไม่ได้เล่นจริงๆจังขนาดจะเล่นท่าแปลกหรือกระโดด (ถ้าใส่แบบนี้แล้วกระโดดไม่ข้อเท้าคนพลิกก็รองเท้าพังน่ะแหละ ต่อให้เป็นเด็กตัวเล็กๆน้ำหนักเบาก็เถอะนะ)
  • Traditional Skate หรือรองเท้าเสก็ตลีลาที่เล่นท่าได้เยอะ อันนี้ขอเตือนก่อนเลยว่ารองเท้าและเบลดแต่ละรุ่นมันก็มีความสามารถพิเศษของมันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ทีหลัง ขออธิบายก่อนว่ารองเท้าแบบนี้มันจะมีหน้าตาเป็นยังไงก่อนแล้วกัน… คือว่า รองเท้าประเภทนี้มีทั้งแบบที่ติดเบลดมาให้แล้วและแบบที่ซื้อแยกเอาเอง แน่นอนว่าซื้อคู่เลยจะราคาถูกกว่าแต่ไม่ควรจะประหยัดสำหรับคนที่เล่นเกินความสามารถของรองเท้ารุ่นนี้ เพราะที่ขายคู่เนี่ยสำหรับคนที่หัดเล่นแล้วอยากจะเอาจริงซึ่งสามารถใช้รองเท้าแบบนี้ได้จนถึงขั้นที่กระโดดแล้วแลนดิ้งลงด้วยขาเดียวนั่นแหละ (ประมาณ ISI Freestyle 1) หลังจากนั้นก็เปลี่ยนได้แล้วเพราะถ้าเจ็บขึ้นมาคราวนี้ไม่ต้องเล่นกันพอดีเพราะข้อมันจะหักง่ายมาก แต่ถ้าเพิ่งหัดเดินแล้วซื้อแบบแยกเนี่ยไม่แนะนำนะ เพราะคนที่เพิ่งเล่นเนี่ยขาที่ยืนจะเอียงๆซึ่งจะมีผลตอนที่ติดเบลดมากๆ เอาแบบที่เค้าติดมาให้ไปก่อนพอยืนมั่นคง ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาถูกต้องแล้วจะซื้อแยกเอาแล้วไปให้เค้าติดเบลดให้จะดีกว่า

ก่อนจะซื้อไว้เป็นของตัวเองซักคู่ อ่านตรงนี้สักหน่อย

ข้อดีและข้อเสีย ของการมีรองเท้าของตัวเอง

อันนี้ในมุมมองของเรานะ ^^ ส่วนถ้ามีใครเสนอมา หรือนึกออกเพิ่มก็ไว้มาลงให้อ่านเล่นอีก

ข้อดี ข้อเสีย
 ไม่ต้องทนกับสภาพรองเท้าลานที่ย่ำแย่ จะพังแหล่ไม่พังแหล่แต่ก็ไม่มีการซ่อมหรือเปลี่ยนคู่ใหม่ เปลืองเงิน เพราะแต่ละคู่ราคาไม่ใช่น้อยๆ แล้วถ้าใช้ประจำก็พังเร็วขึ้น ต้องซื้อใหม่อีก
เท้าเราชินกับมันเมื่อไหร่ เล่นได้อย่างที่ใจอยาก (ของเรานี่นา) ถ้าไม่ห่วงว่าต้องดูงามๆตลอดเวลา พัฒนาได้เร็วกว่าแน่นอน  พอซื้อใหม่ กว่าจะเข้าที่เป็นมิตรกับเท้าเรา สุดจะทรมานนนน (ดูส่วนของ Break-in เอาแล้วกัน)
แทนอุปกรณ์ออกกำลังจำพวก ดัมเบล!! ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง + ไม่เปลืองเงินไปเที่ยวต่อ เพราะรองเท้าหนักจนไม่อยากจะไปไหนนอกจากกลับบ้าน!! ไม่ก็… เล่นสนุกจนไม่มีแรงจะไปต่อ  รองเท้าสุดจะหนัก ยิ่งรุ่นท็อป เสริมมาซะแข็งแรงยิ่งทำให้นำหนักรองเท้ามากขึ้น แค่นึกถึงตอนหิ้วรองเท้าก็ไม่อยากจะออกจากบ้าน (สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวไป)
ดูดี~~~ มีรองเท้าทำให้ดูเก่งขึ้นอีกระดับ (ก็แหง มันถนัดกว่ารองเท้าลานเยอะ) แล้วจะมีพวกอยากรู้อยากเห็นมาวุ่นวายด้วย (โดยเฉพาะถ้าใช้รุ่นท็อป) -_-” พวกตัดสินคนด้วยของนอกกายยังมีอีกแยะ เกาะขอบ เดินเล่นได้อย่างเดียว แต่รองเท้านี่ล่อซะอย่างดีระวังจะโดนมองว่า เว่อร์ นะ พอมีรองเท้า คนที่ไม่ได้เป็นขาระจำจะมองว่าต้องเก่ง กดดันไม่น้อยเหมือนกัน
 ลงแข่ง เก็บประสบการณ์ได้ (รองเท้าลานใครเค้าจาให้แข่งล่ะ)  เปลืองค่าใช้จ่ายอีกไม่น้อยสำหรับคนที่เล่นไปเล่นมาแล้วอยากลองแข่งดูบ้าง

ส่วนการเลือกซื้อนั้นต้องดูอะไรบ้าง?

  • ความสามารถ ที่เราจัดให้ความสามารถมาเป็นจุดแรกในการตัดสินใจเพราะว่า บางทีการมีรองเท้าช่วยให้พัฒนาไปได้เร็วจนรองเท้าคู่แรกที่ซื้อมารองรับกับท่าในระดับที่สูงกว่าไม่ไหว เลยต้องเสียเงินฟรีไปกับคู่แรกชนิดที่ว่าถ้าเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็ได้ของดีกว่าเยอะอะไรแบบนี้ (ก็บอกแล้วว่าบล็อกนี้สำหรับนักเสก็ตที่อยากเก่งแต่ไม่ได้รวย) หากมั่นใจว่ายังไงก็ไม่รีบที่จะพัฒนามากนัก ไปเรื่อยๆทำได้ก็ทำก็ไม่ต้องซื้อรุ่นที่แพงนัก เอาที่ขายคู่มาเลยใช้ได้เรื่อยๆขึ้นต่ำที่สุดก็อยู่ที่ 1 ปีแบบสบายๆ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะพัฒนาได้เร็วมั้ย ก็ลองถามตัวเองดูว่า เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ทำตามได้ถึงไหนแล้วในระยะเวลาที่ไปเล่นในลาน 3-4 ครั้ง ถ้าสามารถยืนขาเดียวได้ในครั้งที่ 4 หรือเร็วกว่านั้น โดยไม่ต้องอาศัยขอบลาน ยืนได้นานขึ้น ไปได้ไกลขึ้นยืน ก็จัดว่าเร็วในระดับนึง แต่ถ้ารองเท้าลานแล้วสามารถคุมเบลดให้เป็น inside – outside ได้นี่ก็แนะนำว่าซื้อรุ่นเจ๋งๆมาได้เลยยังได้
  • งบประมาณ ถ้าซื้อแบบคู่ หรือเอามือสองมาก็ไม่ต้องคิดหนักมากนักสำหรับคนที่ตั้งใจจะเล่นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามือสองสภาพดีๆก็ไม่แน่ว่าราคาอาจจะถูกกว่าของใหม่เอี่ยมแค่ไม่กี่ร้อย ส่วนการซื้อแยกชิ้น บูท กับเบลด สำหรับคนที่เล่นพื้นฐานอยู่คงไม่ค่อยมีใครแนะนำ เพราะการติดเบลดที่ยังขยับได้ลงไปเล่นทั้งๆที่พื้นฐานไม่แน่นจะทำให้พื้นรองเท้าพังเอาง่ายๆ หรือจุดบาลานซ์ที่ไม่ลงตัวจะทำให้แก้ไขได้ยากเอามากๆเมื่อฝีมือไปอีกระดับ แต่เราก็แนะนำว่าบางทีลงทุนไปเลยทีเดียวก็ได้ (ปรึกษาเราก่อนก็ได้ ถ้าว่างจะไปช่วยดูให้ ว่าเล่นในระดับนี้ควรจะใช้แบบไหน) ราคาขั้นต่ำของการซื้อแบบแยกชิ้นที่ว่านี่ก็อยู่ที่ 20,000 ขึ้นนะ ก็ต้องไปลองคิดดูว่าถ้าพัฒนาจะคุ้มมั้ยกับการที่ต้องซื้อคู่ใหม่ที่ทนกว่า (ซึ่งก็มีแต่แบบขายแยก) ก่อนที่คู่เบสิกที่ซื้อมายังไม่หมดอายุการใช้งาน
  • ความถี่และระยะเวลาในการซ้อม อย่างที่บอกไปว่าถ้าเล่นแบบเรื่อยๆ ไม่ได้กะว่าต้องทำได้ถึงระดับสูงๆในระยะเวลาสั้นๆ (แน่นอนว่าต้องอาศัยการซ้อมที่ถี่และบ่อย) ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าซ้อมหนักขึ้น รองเท้าก็พังได้เร็วขึ้นเหมือนกัน ต่อให้รุ่นท็อปก็ใช้ได้ไม่นานนักแค่อาจจะยืดเวลาการใช้งานได้มากขึ้น เพราะจะรองรับแรงกระแทก (ของพวกท่ากระโดด) ได้เยอะกว่า ยังไม่ถึงขึ้นนั้นก็ใช้ได้นานขึ้นเพราะยังไม่ถึงขีดที่รองเท้ารับไม่ได้ ^^
  • ลักษณะทางกายภาพของเท้า จะเข้าใจมั้ยเนี่ย -_-” คือ ลักษณะเท้าเป็นแบบไหน น้ำหนักตัวด้วย เรื่องของรูปเท้าลงไปดูส่วนเพิ่มเติมเอานะ แต่เรื่องของนำหนักตัวจะยกตัวอย่างให้คร่าวๆว่า ถ้าตัวหนัก รองเท้านิ่มๆก็อาจจะนิ่มเกินไปที่จะเซฟข้อเท้าให้ได้เมื่อแรงกดเยอะกว่า (ฝากไว้แค่นี้น่าจะเข้าใจนะ)

สำหรับคนที่ซื้อแยก เข้าไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ เบลด (Blades) / เฟรม (Frames) นะ

TIPS

-          ถ้าเท้ากว้าง SP Teri หรือ Super Teri จะเหมาะกว่านะ และถ้าตัวหนักด้วยยี่ห้อนี่ดีสุดๆ (กรูเอง KT-2 สะเออะมาก นึกว่าจะดับเบิ้ลดิบได้ดีเอามาปากดว่าโดดไม่ขึ้น หนัก!! และไม่ได้ว่างไปซ้อมเร้ย…)
–          เท้าเรียวยาวก็เหมาะกับ Reidelle (เพราะกรูใส่ไม่ได้ ยัดก็ยัดไม่ลงแล้ว)
–          Jackson เนี่ยไม่มีแยกให้ดูว่ารุ่นไหนเหมากับเลเวลไหนว่ะ แต่ถ้าไปถามร้านเค้าจะรู้ ก็งงอยู่ว่ารู้ได้ไงเพราะเราดูในเว็บของรองเท้ายี่ห้อนี้เลยน่ะดิยังไม่มีข้อมูลตรงนี้เลย… รึว่ามีแต่เราหาไม่เจอวะ (คู่เก่าของชั้นเอง พอถอดรองเท้าออกมาเท้าเรียวสวยเชียว… มันบีบซ้า!!)
–          SP Teri เป็นยี่ห้อที่มีรุ่นน้อยมากๆแต่มันจะมีจุดที่ต่างคือด้านข้างของรองเท้าที่จะเป็นแบบพลาสติกและแบบหนัง รุ่นที่ด้านข้างเป็นพลาสติกแล้วมันจะขาดง่ายและทำรองเท้าพังไปเลย ถึงมันจะแค่นินเดียวก็เถอะ (เจ๊แจ็ค)
–          ต่อให้เปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่เบลดใหม่แต่ไม่เปลี่ยนรุ่นเบลดที่ใช้จะชินกับรองเท้าใหม่เร็วขึ้น (ไม่รู้จริงรึเปล่านะ) แล้วถ้ารองเท้าไม่เปลี่ยนรุ่นด้วยล่ะ จะชินเร็วขึ้นมั้ย น่าจะเนอะ.. (เจ๊แจ็ค)
–          ส้นรองเท้าบางยี่ห้อที่มีชื่อติดแบบเป็นน็อตยึงเนี่ย ถ้ามันหลุดก็อย่าไปดึงนะไม่งั้นพังถาวร!! ควรจะค่อยๆไขออกดีๆ
–          รองเท้าสั่งตัดราคาถูกกว่าซื้อและจะเข้ากับเท้าได้เร็วกว่า… แต่ก็ต้องดูด้วยว่าสั่งตัดยี่ห้ออะไร ลองเช็คเอานะ… (ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเท้าด้วยมั้ย ว่าถ้าเท้าไม่ปกติจะราคาสูงกว่าอะไรแบบนี้)
–          เบลดทีมีหัวจิกเสริมออกมาข้างๆ หรือ K-Pick ถ้าไม่มั่นใจว่าสามารถกระโดดได้ถูกต้องตามเทคนิคมาตรฐานล่ะก็อาจหัวทิ่มได้นะ (เฮียเปาบอกมา)
–          Harlick Finalist คู่สุดฮิตของนักเสก็ตหลายๆคน ไม่รู้ว่าทำไม หนักก็หนัก เจ็บก็เจ็บนาน (ชั้นลองมาแร้วแข็งนรก!! หนักกว่า SP อีกและยังไม่ทันได้ลงไปโลดแล่นในลานก็เจ็บแล้ว) น่าจะเป็นเพราว่ามันหนักและเจ็บล่ะมั้ง มันบุเยอะไง บุตัวที่มันจะมาซัพพอร์ตเท้าเรา แต่ไม่แน่ใจว่ามันเกินไปมั้ยล่ะนั่น…

** อยากได้ค่าโฆษณาอะ ** อิอิ

การลองรองเท้าก่อนจะซื้อและการใส่รองเท้า

ลานที่สำโรงเห็นเด็กบางคนเล่นก็เก่งแล้วนะยังให้พ่อแม่ใส่รองเท้าให้อยู่เลย แต่จริงๆควรจะใส่เอง ให้ผู้ปกครองช่วยดึงให้เวลาที่เชือกไม่ตึงหรือดูหลวมๆยังจะดีกว่านะ เพราะเวลาดึงเชือกรองเท้าต้องดึงเข้าหาตัวเราจะง่ายกว่า แน่นพอดีกว่าให้คนอื่นดึงให้ด้วย ตอนที่ใสรองเท้าเนี่ยวางเท้าให้ตั้งตรงก่อนนะค่อยผูกเชือกและเวลาผูกจะผูกที่ช่วงตัวรองเท้าแน่นกว่าข้อ ปลายเท้าเราที่อยู่ในรองเท้าจะกระดกขึ้นลงได้แต่จะหมุนเท้าไปมาไม่ได้นะถ้าหมุนปลายเท้าเป็นวงได้หมายถึงว่าอันตรายนะ เท้าจะลื่นเวลาเล่นหรือเกร็งซึ่งจะทำให้ปวเท้าเอาง่ายๆน่ะสิ อ่อ รองเท้าเสก็ตเนี่ยความยาวจะต้องพอดีกับเท้านะ ใส่แล้วนิ้วเท้าต้องไม่งอและไม่เหลือที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า เว้นแต่ว่าถ้าเป็นเด็กเนี่ยคนขายที่ชำนาญจะเผื่อให้อีกนิดเพราะเด็กเท้าจะโตเร็ว

การใส่รองเท้าที่ใส่ให้พอดีแล้วต้องดูด้วยว่าเมื่อเรายืนแล้ว เราเป็นสันเบลดด้านในนิดๆมั้ย เพื่อเวลาเล่นเท้าจะได้ไม่เอียงออกไปด้านนอก กลายเป็นเป็ด ซึ่งจะทำให้ปวดข้อเท้าได้ และอาจะเกิดกรณีข้อเท้าอักเสบได้ด้วย

Credit : Edea Skate

Break in คืออะไร?

Break in คือการปรับสภาพรองเท้าเสก็ตให้เข้ากับเท้าของเรา(และหายเจ็บซักที) ซึ่งเวลาที่เราซื้อรองเท้ามาใหม่ๆเนี่ย หนังมันจะยังแข็งอยู่และก็เป็นรูปตามแม่แบบที่เค้าทำมา นั่นแหละที่ทำให้เจ็บนรก… ส่วนวิธีปรับสภาพรองเท้าก็มีทำกันหลายวิธี

  1. ปล่อยไปตามธรรมชาติ (สำหรับคนที่เล่นทุกวันหรือเกือบจะทุกวัน) ใส่รองเท้าแบบไม่ต้องผูกเชือกจนสุดนะ เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ แล้วไม่ต้องใส่เล่นนานมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มทีละครึ่งชั่วโมง ซึ่งครั้งที่ 3 หรือ 4 ผูกเชือกเกี่ยวตะขอข้อบนสุดด้วยนะ พอใช้แบบผูกข้อบนสุดได้ครบ 4-6 ชั่วโมง ครั้งต่อไปก็เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ใช้จนครบ 4-6 ชั่วโมง คราวนี้ก็ใส่เล่นหรือซ้อมได้ตามปกติแล้ว ก็ใช้เวลาหลายวันอยู่นะแต่ข้อเสียน่าจะน้อยกว่าอีกวิธีที่จะบอก
  2. ใช้ถุงเท้าร้อนๆ (อุ่นๆ) ช่วย โดยเลือกถุงเท้าที่บางๆหรือคู่ที่เราใส่เล่นเสก็ตประจำหรือจะใส่เล่นเสก็ตไปแช่น้ำร้อน ถ้าแน่ใจว่าแช่จนถุงเท้าไม่ดูดน้ำแล้วก็เอามาใส่ทันทีและใส่เข้าไปในรองเท้าเสก็ต [ใส่กา(ร์)ดแข็งด้วยนะ] เดินไปรอบๆในบ้านสักประมาณ 30-45 นาที ถ้าใส่อยู่แล้วรู้สึกเจ็บๆก็นั่งพักก่อนแต่อย่าถอดรองเท้าออกนะ ให้ได้ผลที่ดีที่สุด ทำแบบนี้สัก 3 วันต่อสัปดาห์ รองเท้าคู่ใหม่นี้เล่นในลานอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ที่เราเคยอ่านเจอเค้าบอกว่าวิธีนี้จะทำให้รองเท้าเสียเร็วนะ เราก็ไม่แน่ใจอะแต่ส่วนมาก็ใช้วิธีแรกกันนะ

อ่อ ที่สำคัญอย่าลืมจดด้วยว่าเราใช้เวลาในการปรับสภาพรองเท้า (ให้มันซี้กับเท้าเราได้เร็ว) แค่ไหนด้วยเพราะเวลาที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนก่อนแข่งกี่วัน (อันนี้ไม่แนะนำให้เปลี่ยนก่อนแข่งนะ ควรจะใช้มาสักพักมากกว่า แต่เผื่อให้เวลาฉุกเฉินที่รองเท้าเก่าดันมาป่วยก่อนแข่งพอดี)

ปล. ที่เรางงคือ เวลาปรับสภาพบางตำราบอกว่าให้ย่อเข่าเยอะๆแต่บางตำราห้ามทำ ตกลงมันยังไงวะ แต่ถ้าวิธีเราคือใช้แบบปกติที่สุดเพราะเราต้องทำแบบนั้นอีกนาน (มีเหตุผลพอมั้ย)

การดูแลรักษารองเท้า

ขอพูดถึงเรื่องการติดเบลดก่อนนะ เวลาที่ติดเบลดครั้งแรก (ถ้าซื้อแยกกันมา) เค้าจะติดให้ไม่ครบทุกรูให้เราใส่ไปลองเล่นดูก่อนเพื่อให้เบลดมันอยู่ในตำแหน่งที่อยู่กลางเท้าเราที่สุดซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นกลางเท้าที่อาจจะไม่ตรงกับตะเข็บรองเท้าที่อยู่ที่หัวรองเท้าเสมอไปนะ และเท้าแต่ละข้างก็ไม่ได้มีเส้นกลางเหมือนกันด้วยนะ ส่วนเวลาเอาไปลองใช้หาศูนย์กลางเบลดก็แค่ใส่แล้วลงไปวิ่ง Crossover ทั้งไปข้างหน้าถอยหลังและทั้ง 2 ด้านด้วย จะลองหมุนเบาๆด้วยก็ได้ ใช้ 3-4 ครั้งก็เอาไปติดน็อตเพิ่มได้ แต่อย่าตกใจไปถ้าเค้าก็ยังติดน็อตให้ไม่หมด เพราะว่าจะเหลืออีกรูสองรูเผื่อเวลาปรับหรือเปลี่ยนเบลดใหม่ (แต่ส่วนมากก็เปลี่ยนยกเซ็ท เพราะว่ามันก็พังไปพร้อมๆกัน) เรื่องเปลี่ยนเบลดใหม่แต่รองเท้าเดิมก็ไม่ค่อยนิยมนะ เพราะรองเท้าที่เป็นรูแล้วติดเบลดใหม่เข้าไปก็มีโอกาสโยกเยกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าทำท่า เบลแมนสปิน (Beillman Spin – เบลออาจหลุดติดมือมาได้… อิอิ) แล้วก็รองเท้าเดิมเนี่ยเปลี่ยนได้แค่สองครั้งนะ ถ้าเบลดดันพังเร็วกว่ารองเท้า (เล่นยังไงวะ) จะใส่อันที่ 3 เนี่ย เปลี่ยนคู่ใหม่เถอะไม่งั้นคนเล่นอาจจะเดี้ยงถาวรได้!!
หลังใช้ก็เช็ดเบลดและพื้นรองเท้าให้แห้งด้วยนะ ไม่ควรเก็บรองเท้าเข้าล็อกเกอร์เพราะในล็อกเกอร์จะชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท แน่นอนว่ารองเท้าจะขึ้นรา… (แต่ชั้นเก็บเข้าล็อกเกอร์ประจำ ก็ขี้เกียจแบกกลับนิ หนัก… – ไม่ควรเอาอย่างนะ ;D) กลับบ้านอย่าลืมเอาออกมาตากด้วย ดึงเชือกออกหลวมๆให้ลิ้นมันแลบออกมาได้จะได้แห้งเร็วๆ ตากในที่ร่มนะ ถ้าเอาไปตากแดดหนังรองเท้าจะแห้งแข็ง เดี๋ยวจะเจ็บเอาง่ายๆ…

แล้วไม่มีรองเท้าล่ะ

ถ้าเป็นรองเท้าลานแบบเชือกคงจะไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ถ้ารองเท้าลานแบบ Figure แล้วดันเป็นพลาสติกเนี่ยสิ เจ็บแล้วยังปรับอะไรไม่ได้อีก อันนี้คงต้องเป็นไปตามยถากรรม -_-” เอาเป็นว่าใส่ให้พอดีแล้วกันจะเป็นดีที่สุด

Figure Skate Step by Step for Thai People

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 582 other followers

%d bloggers like this: