Boots and Blades


รองเท้าเสก็ต

รองเท้าเสก็ตลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ตจะมี 2 แบบนะ

  1. แบบแรกเรียก Recreational Skate จะเป็นรองเท้าแบบนุ่มๆ ใช้ผ้าปนกับหนัง และจะเหมือนใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้า Sneakers ที่ใช้ใส่เต้นแจ๊สอะไรประมาณนี้ ภาษาอังกฤษเรียกเป็น Leisure หรือ Soft Skate ซึ่งจะมีเบลดติดมากับรองเท้าอยู่แล้วและราคาถูกกว่าอีกแบบที่จะบอก แล้วรองเท้าแบบนี้จะช่วยให้ไม่เจ็บเท้าสำหรับคนที่มีเวลาเล่นไม่บ่อยและไม่ได้เล่นจริงๆจังขนาดจะเล่นท่าแปลกหรือกระโดด (ถ้าใส่แบบนี้แล้วกระโดดไม่ข้อเท้าคนพลิกก็รองเท้าพังน่ะแหละ ต่อให้เป็นเด็กตัวเล็กๆน้ำหนักเบาก็เถอะนะ)
  2. Traditional Skate หรือรองเท้าเสก็ตลีลาที่เล่นท่าได้เยอะ อันนี้ขอเตือนก่อนเลยว่ารองเท้าและเบลดแต่ละรุ่นมันก็มีความสามารถพิเศษของมันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ทีหลัง ขออธิบายก่อนว่ารองเท้าแบบนี้มันจะมีหน้าตาเป็นยังไงก่อนแล้วกัน… คือว่า รองเท้าประเภทนี้มีทั้งแบบที่ติดเบลดมาให้แล้วและแบบที่ซื้อแยกเอาเอง แน่นอนว่าซื้อคู่เลยจะราคาถูกกว่าแต่ไม่ควรจะประหยัดสำหรับคนที่เล่นเกินความสามารถของรองเท้ารุ่นนี้ เพราะที่ขายคู่เนี่ยสำหรับคนที่หัดเล่นแล้วอยากจะเอาจริงซึ่งสามารถใช้รองเท้าแบบนี้ได้จนถึงขั้นที่กระโดดแล้วแลนดิ้งลงด้วยขาเดียวนั่นแหละ (ประมาณ ISI Freestyle 1) หลังจากนั้นก็เปลี่ยนได้แล้วเพราะถ้าเจ็บขึ้นมาคราวนี้ไม่ต้องเล่นกันพอดีเพราะข้อมันจะหักง่ายมาก แต่ถ้าเพิ่งหัดเดินแล้วซื้อแบบแยกเนี่ยไม่แนะนำนะ เพราะคนที่เพิ่งเล่นเนี่ยขาที่ยืนจะเอียงๆซึ่งจะมีผลตอนที่ติดเบลดมากๆ เอาแบบที่เค้าติดมาให้ไปก่อนพอยืนมั่นคง ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาถูกต้องแล้วจะซื้อแยกเอาแล้วไปให้เค้าติดเบลดให้จะีดีกว่า

เบลด [Blade]

เบลดคือแถบเหล็กบางๆยาวๆด้านหน้ามีฟันหยักๆ (ที่ทำเราไม่หัวทิ่มเพราะสะดุดฟันมันก็หงายหลังเพราะไปเหยียบหางเบลดตัวเอง นั่นแหละ) ที่ติดอยู่ใต้รองเท้าเสก็ตที่เรียกว่า “บูท” ซึ่งอันนี้เนี่ยไม่มีศัพท์ไทยบัญญัตินะ ถ้ามีคงแปลกๆพิลึกๆเอาเป็นว่าทั้งงานเราจะเรียกชิ้นส่วนนี้ที่ทำให้เราโลด แล่นบนลานน้ำแข็งว่า “เบลด” ตลอดงานเลยแล้วกันนะ ยี่ห้อที่นิยมที่สุดมี 2 ยี่ห้อ คือ John Wilson กับ Mitchel King (MK-ไม่ใช่สุกี้นะเว้ย อย่าเข้าใจผิด)

 

ส่วนต่างๆข�งเบลด
ส่วนต่างๆของเบลด
  • Toe Plate เป็นส่วนที่จะติดกับใต้รองเท้าเสก็ตส่วนหน้าและ
  • Heel Plate ก็เช่นกัน เป็นส่วนที่ติดกับส้นรองเท้า เพราะฉะนั้นอย่าตกใจไปถ้าซื้อแยกมาแล้วเค้าติดให้แค่ไม่กี่ตัว เลื่อนลงข้างล่างไปดูเกี่ยวกับการติดเบลดได้
  • ความยาวเบลด [Blade Length] จะดูจากส่วนที่ติดกับพื้นรองเท้าเท่านั้น คือนับจากส่วนหัวสุดของ Toe Plate ถึงท้ายสุดของ Heel Plate ส่วนของหัวจัก [Toe Pick] และัหาง [Tail] จะไม่รวมเพราะเป็นความยาวที่ไม่คงที่ ขึ้นกับประเภทและรูปแบบ
  • หัวจิก [Toe Pick] เป็นส่วนที่ใช้เยอะในการกระโดด ลักษณะฟันจะมีหลายแบบ ส่วน K-pick จะมีส่วนเสริมยื่นออกมาข้างๆด้วย
  • ส่วนล่างสุดของหัวจิก [Drag Pick] ระวังส่วนนี้ดีๆ เพราะจะเป็นส่วนที่ทำให้หัวทิ่มได้
  • [Spin rocker] ส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้ในการทรงตัวเวลาหมุน เปลี่ยน edge ดูข้างล่างในส่วนของ Edge ต่อในส่วนของ On the Ice เอานะ
  • [Rocker] เป็นส่วนตัวเบลดที่อยู่ถัดจากหัวจิก [Toe Pick] จะแบ่งเป็น Inside Edge และ Outside Edge โดยถ้ายกหันสันเข้าตัว ดูในระดับสายตา จะเห็นว่าเป็นร่องโค้งเข้าำไป เรียก ความลึกของร่อง (Radius Of Hollow)

 

ลงลึกไปอีกระดับกับเรื่องของเบลด

  • ความโค้งจากหัวเบลดใต้ฟันซี่สุดท้ายจนถึงปลายเบลด (Rocker – เราเรียกปลายเบลดที่ยื่นออกมาจากส้นว่าหาง เพราะมันเกะกะและทำเอาเราหัวทิ่มมาหลายรอบแล้ว!!) ที่เหมาะสมอยู่ที่ 7 ฟุต (ขนาดเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง) และยังมีความลึกของร่อง (Radius Of Hollow) ต่างกันด้วย มันคือด้านที่เราใช้ไหลไปบนลานนั่นแหละ (อันนี้ต้องสังเกตดีๆ หยิบเบลดมา เอาสันที่เราใช้เดินบนน้ำแข็งหงายขึ้นจะเห็นว่ามันเป็นร่องโค้งนิดๆ จะไปพูดถึงอีกทีในตอน Beginners – เรื่องของ EDGE) ความลึกของร่องที่เหมาะสมเทียบกับวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ¾ นิ้ว ถึง 2 นิ้ว เพราะมันจะไม่เจาะน้ำแข็งลงไปลึกเท่ากับแบบที่ร่องลึก ¼ นิ้ว หรือ ½ นิ้ว นอกจากนี้สันของเบลดเนี่ยก็ยังมีทำมาพิเศษอีก 3 แบบ (ที่นิยมกันนะ) คือ แบบ Parabolic แบบ K-Pick และแบบ K-Pick Parabolic (รวมมันทั้งสองอย่างเลย) อ่อ ถ้าใครช่างสังเกตจะเห็นว่าสันเนี่ยมันจะมีลูกเล่นไม่เหมือนกันด้วยนะ ถ้าดูจากส้นรองเท้าส่วนมากสันมันจะตรงลงมาเลยใช่มะ แต่ก็จะมีบางแบบหรือบางรุ่นที่สันมันไม่ได้ตรงแด่งลงมาแต่มันจะมีร่องบีบสันให้ส่วนที่เราใช้เดินบนลานเล็กกว่าส่วนที่ติดกับรองเท้า (สันแบบ Dovetail และ Slimline)  หรือบางรุ่นก็ยังเป็นแบบเหมือนว่าจะตรงลงมาแต่ช่วงเกือบๆปลายสันจะมีโค้งหน่อยๆ (จะเรียกเป็นสันแบบ Tapered)

 

เบลดแบบต่างๆ สังเกตดีๆนะเห็นว่าต่างกัน

เบลดแบบต่างๆ สังเกตดีๆนะเห็นว่าต่างกัน

  • ชนิดของเบลด หมายถึงว่าจุดประสงค์ของเราจะเสก็ตแบบไหน เช่นถ้าเล่นเสก็ตลีลาแบบทั่วๆไปก็ได้หลายแบบเลย แต่ถ้าอย่างไอซ์แดนซ์เนี่ยเค้าจะเน้นเสต็ป และเล่นกันแบบไปกันเป็นคู่แทบไม่ห่างกันเลยตลอดเพลง เบลดของเค้าจะหางสั้นประมาณว่าเกินส้นรองเท้ามาแค่นิดๆจนเห็นแล้วคิดว่าเกือบจะเท่ากับส้นรองเท้าเลยด้วยซ้ำ
  • ขนาดหรือความยาวของเบลด จะวัดกันที่ส่วนที่ติดกับรองเท้านะไม่ใช่ความยาวทั้งหมดตั้งแต่ฟันมันจนถึงหาง แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีทุกไซส์นะบอกไว้ก่อนเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อ วางแผนไว้เลยว่าถ้ารุ่นนี้ไม่ได้จะเอารุ่นไหนแทน คิดไว้หลายๆรุ่นเลย
  • ตอนแรกที่เราซื้อรองเทาคู่ที่สอง เราไปถามราคาในโปรช็อปที่เมืองไทยตอนนั้น (ปี 2003-2004) มันอยู่ที่เวิลด์เทรดเก่า (ตอนนี้เป็น Central World Plaza) แบบ ที่สันมันไม่ได้ตรงๆธรรมดานะจะบวกจากราคาปกติไปอีก 1500 บาท ส่วนที่ฮ่องกงเราซื้อเบลดล่าสุดที่เราใช้เป็นรุ่น Phantom Special (ที่สันมันจะเป็นร่องบีบเข้า) ที่ Festival Walk ราคาเนี่ยเท่ากันกับ Phantom ธรรมดาเลย แต่ที่เรางงกว่านั้นคือ ที่อเมริกา เบลดที่สันไม่ใช่แบบตรงลงมาราคาจะสูงกว่าเหมือนกัน ถ้าเรื่อง แบบ Parabolic หรือแบบ K-Pick ก็คนละราคาเป็นเรื่องปกติ

อยากมีของตัวเองซักคู่?? อ่านตรงนี้สักหน่อย

ข้อดีและข้อเสีย ของการมีรองเท้าของตัวเอง

อันนี้ในมุมมองของเรานะ ^^ ส่วนถ้ามีใครเสนอมา หรือนึกออกเพิ่มก็ไว้มาลงให้อ่านเล่นอีก

ข้อดี ข้อเสีย
 ไม่ต้องทนกับสภาพรองเท้าลานที่ย่ำแย่ จะพังแหล่ไม่พังแหล่แต่ก็ไม่มีการซ่อมหรือเปลี่ยนคู่ใหม่ เปลืองเงิน เพราะแต่ละคู่ราคาไม่ใช่น้อยๆ แล้วถ้าใช้ประจำก็พังเร็วขึ้น ต้องซื้อใหม่อีก 
 เท้าเราชินกับมันเมื่อไหร่ เล่นได้อย่างที่ใจอยาก (ของเรานี่นา) ถ้าไม่ห่วงว่าต้องดูงามๆตลอดเวลา พัฒนาได้เร็วกว่าแน่นอน  พอซื้อใหม่ กว่าจะเข้าที่เป็นมิตรกับเท้าเรา สุดจะทรมานนนน (ดูส่วนของ Break-in เอาแล้วกัน)
 แทนอุปกรณ์ออกกำลังจำพวก ดัมเบล!! ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง + ไม่เปลืองเงินไปเที่ยวต่อ เพราะรองเท้าหนักจนไม่อยากจะไปไหนนอกจากกลับบ้าน!! ไม่ก็… เล่นสนุกจนไม่มีแรงจะไปต่อ  รองเท้าสุดจะหนัก ยิ่งรุ่นท็อป เสริมมาซะแข็งแรงยิ่งทำให้นำหนักรองเท้ามากขึ้น แค่นึกถึงตอนหิ้วรองเท้าก็ไม่อยากจะออกจากบ้าน (สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวไป)
 ดูดี~~~ มีรองเท้าทำให้ดูเก่งขึ้นอีกระดับ (ก็แหง มันถนัดกว่ารองเท้าลานเยอะ) แล้วจะมีพวกอยากรู้อยากเห็นมาวุ่นวายด้วย (โดยเฉพาะถ้าใช้รุ่นท็อป) -_-” พวกตัดสินคนด้วยของนอกกายยังมีอีกแยะ  เกาะขอบ เดินเล่นได้อย่างเดียว แต่รองเท้านี่ล่อซะอย่างดีระวังจะโดนมองว่า เว่อร์ นะ พอมีรองเท้า คนที่ไม่ได้เป็นขาระจำจะมองว่าต้องเก่ง กดดันไม่น้อยเหมือนกัน
 ลงแข่ง เก็บประสบการณ์ได้ (รองเท้าลานใครเค้าจาให้แข่งล่ะ)  เปลืองค่าใช้จ่ายอีกไม่น้อยสำหรับคนที่เล่นไปเล่นมาแล้วอยากลองแข่งดูบ้าง

 ส่วนการเลือกซื้อนั้นต้องดูอะไรบ้าง?

  • ความสามารถ ที่เราจัดให้ความสามารถมาเป็นจุดแรกในการตัดสินใจเพราะว่า บางทีการมีรองเท้าช่วยให้พัฒนาไปได้เร็วจนรองเท้าคู่แรกที่ซื้อมารองรับกับท่าในระดับที่สูงกว่าไม่ไหว เลยต้องเสียเงินฟรีไปกับคู่แรกชนิดที่ว่าถ้าเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยก็ได้ของดีกว่าเยอะอะไรแบบนี้ (ก็บอกแล้วว่าบล็อกนี้สำหรับนักเสก็ตที่อยากเก่งแต่ไม่ได้รวย) หากมั่นใจว่ายังไงก็ไม่รีบที่จะพัฒนามากนัก ไปเรื่อยๆทำได้ก็ทำก็ไม่ต้องซื้อรุ่นที่แพงนัก เอาที่ขายคู่มาเลยใช้ได้เรื่อยๆขึ้นต่ำที่สุดก็อยู่ที่ 1 ปีแบบสบายๆ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะพัฒนาได้เร็วมั้ย ก็ลองถามตัวเองดูว่า เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ทำตามได้ถึงไหนแล้วในระยะเวลาที่ไปเล่นในลาน 3-4 ครั้ง ถ้าสามารถยืนขาเดียวได้ในครั้งที่ 4 หรือเร็วกว่านั้น โดยไม่ต้องอาศัยขอบลาน ยืนได้นานขึ้น ไปได้ไกลขึ้นยืน ก็จัดว่าเร็วในระดับนึง แต่ถ้ารองเท้าลานแล้วสามารถคุมเบลดให้เป็น inside – outside ได้นี่ก็แนะนำว่าซื้อรุ่นเจ๋งๆมาได้เลยยังได้
  • งบประมาณ ถ้าซื้อแบบคู่ หรือเอามือสองมาก็ไม่ต้องคิดหนักมากนักสำหรับคนที่ตั้งใจจะเล่นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามือสองสภาพดีๆก็ไม่แน่ว่าราคาอาจจะถูกกว่าของใหม่เอี่ยมแค่ไม่กี่ร้อย ส่วนการซื้อแยกชิ้น บูท กับเบลด สำหรับคนที่เล่นพื้นฐานอยู่คงไม่ค่อยมีใครแนะนำ เพราะการติดเบลดที่ยังขยับได้ลงไปเล่นทั้งๆที่พื้นฐานไม่แน่นจะทำให้พื้นรองเท้าพังเอาง่ายๆ หรือจุดบาลานซ์ที่ไม่ลงตัวจะทำให้แก้ไขได้ยากเอามากๆเมื่อฝีมือไปอีกระดับ แต่เราก็แนะนำว่าบางทีลงทุนไปเลยทีเดียวก็ได้ (ปรึกษาเราก่อนก็ได้ ถ้าว่างจะไปช่วยดูให้ ว่าเล่นในระดับนี้ควรจะใช้แบบไหน) ราคาขั้นต่ำของการซื้อแบบแยกชิ้นที่ว่านี่ก็อยู่ที่ 20,000 ขึ้นนะ ก็ต้องไปลองคิดดูว่าถ้าพัฒนาจะคุ้มมั้ยกับการที่ต้องซื้อคู่ใหม่ที่ทนกว่า (ซึ่งก็มีแต่แบบขายแยก) ก่อนที่คู่เบสิกที่ซื้อมายังไม่หมดอายุการใช้งาน
  • ความถี่และระยะเวลาในการซ้อม อย่างที่บอกไปว่าถ้าเล่นแบบเรื่อยๆ ไม่ได้กะว่าต้องทำได้ถึงระดับสูงๆในระยะเวลาสั้นๆ (แน่นอนว่าต้องอาศัยการซ้อมที่ถี่และบ่อย) ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าซ้อมหนักขึ้น รองเท้าก็พังได้เร็วขึ้นเหมือนกัน ต่อให้รุ่นท็อปก็ใช้ได้ไม่นานนักแค่อาจจะยืดเวลาการใช้งานได้มากขึ้น เพราะจะรองรับแรงกระแทก (ของพวกท่ากระโดด) ได้เยอะกว่า ยังไม่ถึงขึ้นนั้นก็ใช้ได้นานขึ้นเพราะยังไม่ถึงขีดที่รองเท้ารับไม่ได้ ^^
  • ลักษณะทางกายภาพ… จะเข้าใจมั้ยเนี่ย -_-” คือเท้าเป็นแบบไหน น้ำหนักตัวด้วย เรื่องของรูปเท้าลงไปดูส่วนเพิ่มเติมเอานะ แต่เรื่องของนำหนักตัวจะยกตัวอย่างให้คร่าวๆว่า ถ้าตัวหนัก รองเท้านิ่มๆก็อาจจะนิ่มเกินไปที่จะเซฟข้อเท้าให้ได้เมื่อแรงกดเยอะกว่า (ฝากไว้แค่นี้น่าจะเข้าใจนะ)

สำหรับคนที่ซื้อแยกเป็นครั้งแรกนะ  จริงๆเบลดแต่ละรุ่นไม่ค่อยแตกต่างกันมากนักหรอกเอารุ่นที่ชอบแล้วใช้ได้ระยะยาวก็ดี ลองกดเข้าไปดูของ MK Blades กับของ Wilson เอานะ (แต่ที่นิยมจะเป็นของ MK Blade) เวลาเค้าติดเบลดเนี่ยเค้าจะใส่น็อตให้ไม่หมดก็อย่าตกใจไปที่ส้นเค้าจะใส่แค่ 2 ตัว ส่วนหัวจะใส่แค่ 3-4 ตัว ประมาณนี้จำไม่ได้ ใช้มานานแล้ว…  ใช้ไปก่อนสัก 2-3 ครั้ง ห้ามกระโดดนะ ยกเว้นกระโดดเบาๆพอได้ หมุนก็เบาๆด้วยล่ะให้เบลดมันเข้าตำแหน่งกลางเท้าของเราจริงๆ (ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับเส้นตะเข็บที่หัวรองเท้าหรือกลางฝ่าเท้าเสมอไปนะ เค้าถึงไม่ใส่น็อตให้หมดไง) หลังจากนั้นก้เอาไปติดเพิ่มเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่ต้องสะเออะไปกวนเค้าอีกแล้วนะ…

เพิ่มเติมอีกนิด

-          ถ้าเท้ากว้าง SP Teri หรือ Super Teri จะเหมาะกว่านะ และถ้าตัวหนักด้วยยี่ห้อนี่ดีสุดๆ (กรูเอง KT-2 สะเออะมาก นึกว่าจะดับเบิ้ลดิบได้ดีเอามาปากดว่าโดดไม่ขึ้น หนัก!! และไม่ได้ว่างไปซ้อมเร้ย…)
-          เท้าเรียวยาวก็เหมาะกับ Reidelle (เพราะกรูใส่ไม่ได้ ยัดก็ยัดไม่ลงแล้ว)
-          Jackson เนี่ยไม่มีแยกให้ดูว่ารุ่นไหนเหมากับเลเวลไหนว่ะ แต่ถ้าไปถามร้านเค้าจะรู้ ก็งงอยู่ว่ารู้ได้ไงเพราะเราดูในเว็บของรองเท้ายี่ห้อนี้เลยน่ะดิยังไม่มีข้อมูลตรงนี้เลย… รึว่ามีแต่เราหาไม่เจอวะ (คู่เก่าของชั้นเอง พอถอดรองเท้าออกมาเท้าเรียวสวยเชียว… มันบีบซ้า!!)
-          SP Teri เป็นยี่ห้อที่มีรุ่นน้อยมากๆแต่มันจะมีจุดที่ต่างคือด้านข้างของรองเท้าที่จะเป็นแบบพลาสติกและแบบหนัง รุ่นที่ด้านข้างเป็นพลาสติกแล้วมันจะขาดง่ายและทำรองเท้าพังไปเลย ถึงมันจะแค่นินเดียวก็เถอะ (เจ๊แจ็ค)
-          ต่อให้เปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่เบลดใหม่แต่ไม่เปลี่ยนรุ่นเบลดที่ใช้จะชินกับรองเท้าใหม่เร็วขึ้น (ไม่รู้จริงรึเปล่านะ) แล้วถ้ารองเท้าไม่เปลี่ยนรุ่นด้วยล่ะ จะชินเร็วขึ้นมั้ย น่าจะเนอะ.. (เจ๊แจ็ค)
-          ส้นรองเท้าบางยี่ห้อที่มีชื่อติดแบบเป็นน็อตยึงเนี่ย ถ้ามันหลุดก็อย่าไปดึงนะไม่งั้นพังถาวร!! ควรจะค่อยๆไขออกดีๆ
-          รองเท้าสั่งตัดราคาถูกกว่าซื้อและจะเข้ากับเท้าได้เร็วกว่า… แต่ก็ต้องดูด้วยว่าสั่งตัดยี่ห้ออะไร ลองเช็คเอานะ… (ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับเท้าด้วยมั้ย ว่าถ้าเท้าไม่ปกติจะราคาสูงกว่าอะไรแบบนี้)
-          เบลดทีมีหัวจิกเสริมออกมาข้างๆ หรือ K-Pick ถ้าไม่มั่นใจว่าสามารถกระโดดได้ถูกต้องตามเทคนิคมาตรฐานล่ะก็อาจหัวทิ่มได้นะ (เฮียเปาบอกมา)
-          Harlick Finalist คู่สุดฮิตของนักเสก็ตหลายๆคน ไม่รู้ว่าทำไม หนักก็หนัก เจ็บก็เจ็บนาน (ชั้นลองมาแร้วแข็งนรก!! หนักกว่า SP อีกและยังไม่ทันได้ลงไปโลดแล่นในลานก็เจ็บแล้ว) น่าจะเป็นเพราว่ามันหนักและเจ็บล่ะมั้ง มันบุเยอะไง บุตัวที่มันจะมาซัพพอร์ตเท้าเรา แต่ไม่แน่ใจว่ามันเกินไปมั้ยล่ะนั่น…

** อยากได้ค่าโฆษณาอะ ** อิอิ

การลองรองเท้าก่อนจะซื้อและการใส่รองเท้า

ลานที่สำโรงเห็นเด็กบางคนเล่นก็เก่งแล้วนะยังให้พ่อแม่ใส่รองเท้าให้อยู่เลย แต่จริงๆควรจะใส่เอง ให้ผู้ปกครองช่วยดึงให้เวลาที่เชือกไม่ตึงหรือดูหลวมๆยังจะดีกว่านะ เพราะเวลาดึงเชือกรองเท้าต้องดึงเข้าหาตัวเราจะง่ายกว่า แน่นพอดีกว่าให้คนอื่นดึงให้ด้วย ตอนที่ใสรองเท้าเนี่ยวางเท้าให้ตั้งตรงก่อนนะค่อยผูกเชือกและเวลาผูกจะผูกที่ช่วงตัวรองเท้าแน่นกว่าข้อ ปลายเท้าเราที่อยู่ในรองเท้าจะกระดกขึ้นลงได้แต่จะหมุนเท้าไปมาไม่ได้นะถ้าหมุนปลายเท้าเป็นวงได้หมายถึงว่าอันตรายนะ เท้าจะลื่นเวลาเล่นหรือเกร็งซึ่งจะทำให้ปวเท้าเอาง่ายๆน่ะสิ อ่อ รองเท้าเสก็ตเนี่ยความยาวจะต้องพอดีกับเท้านะ ใส่แล้วนิ้วเท้าต้องไม่งอและไม่เหลือที่ทั้งหัวรองเท้าและส้นรองเท้า เว้นแต่ว่าถ้าเป็นเด็กเนี่ยคนขายที่ชำนาญจะเผื่อให้อีกนิดเพราะเด็กเท้าจะโตเร็ว

Break in คืออะไร?

Break in คือการปรับสภาพรองเท้าเสก็ตให้เข้ากับเท้าของเรา(และหายเจ็บซักที) ซึ่งเวลาที่เราซื้อรองเท้ามาใหม่ๆเนี่ย หนังมันจะยังแข็งอยู่และก็เป็นรูปตามแม่แบบที่เค้าทำมา นั่นแหละที่ทำให้เจ็บนรก… ส่วนวิธีปรับสภาพรองเท้าก็มีทำกันหลายวิธี

  1. ปล่อยไปตามธรรมชาติ (สำหรับคนที่เล่นทุกวันหรือเกือบจะทุกวัน) ใส่รองเท้าแบบไม่ต้องผูกเชือกจนสุดนะ เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ แล้วไม่ต้องใส่เล่นนานมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มทีละครึ่งชั่วโมง ซึ่งครั้งที่ 3 หรือ 4 ผูกเชือกเกี่ยวตะขอข้อบนสุดด้วยนะ พอใช้แบบผูกข้อบนสุดได้ครบ 4-6 ชั่วโมง ครั้งต่อไปก็เว้นตะขอคู่บนสุดไว้ใช้จนครบ 4-6 ชั่วโมง คราวนี้ก็ใส่เล่นหรือซ้อมได้ตามปกติแล้ว ก็ใช้เวลาหลายวันอยู่นะแต่ข้อเสียน่าจะน้อยกว่าอีกวิธีที่จะบอก
  2. ใช้ถุงเท้าร้อนๆ (อุ่นๆ) ช่วย โดยเลือกถุงเท้าที่บางๆหรือคู่ที่เราใส่เล่นเสก็ตประจำหรือจะใส่เล่นเสก็ตไปแช่น้ำร้อน ถ้าแน่ใจว่าแช่จนถุงเท้าไม่ดูดน้ำแล้วก็เอามาใส่ทันทีและใส่เข้าไปในรองเท้าเสก็ต [ใส่กา(ร์)ดแข็งด้วยนะ] เดินไปรอบๆในบ้านสักประมาณ 30-45 นาที ถ้าใส่อยู่แล้วรู้สึกเจ็บๆก็นั่งพักก่อนแต่อย่าถอดรองเท้าออกนะ ให้ได้ผลที่ดีที่สุด ทำแบบนี้สัก 3 วันต่อสัปดาห์ รองเท้าคู่ใหม่นี้เล่นในลานอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ที่เราเคยอ่านเจอเค้าบอกว่าวิธีนี้จะทำให้รองเท้าเสียเร็วนะ เราก็ไม่แน่ใจอะแต่ส่วนมาก็ใช้วิธีแรกกันนะ

อ่อ ที่สำคัญอย่าลืมจดด้วยว่าเราใช้เวลาในการปรับสภาพรองเท้า (ให้มันซี้กับเท้าเราได้เร็ว) แค่ไหนด้วยเพราะเวลาที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่จะได้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนก่อนแข่งกี่วัน (อันนี้ไม่แนะนำให้เปลี่ยนก่อนแข่งนะ ควรจะใช้มาสักพักมากกว่า แต่เผื่อให้เวลาฉุกเฉินที่รองเท้าเก่าดันมาป่วยก่อนแข่งพอดี)

ปล. ที่เรางงคือ เวลาปรับสภาพบางตำราบอกว่าให้ย่อเข่าเยอะๆแต่บางตำราห้ามทำ ตกลงมันยังไงวะ แต่ถ้าวิธีเราคือใช้แบบปกติที่สุดเพราะเราต้องทำแบบนั้นอีกนาน (มีเหตุผลพอมั้ย)

การดูแลรักษารองเท้า

ขอพูดถึงเรื่องการติดเบลดก่อนนะ เวลาที่ติดเบลดครั้งแรก (ถ้าซื้อแยกกันมา) เค้าจะติดให้ไม่ครบทุกรูให้เราใส่ไปลองเล่นดูก่อนเพื่อให้เบลดมันอยู่ในตำแหน่งที่อยู่กลางเท้าเราที่สุดซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นกลางเท้าที่อาจจะไม่ตรงกับตะเข็บรองเท้าที่อยู่ที่หัวรองเท้าเสมอไปนะ และเท้าแต่ละข้างก็ไม่ได้มีเส้นกลางเหมือนกันด้วยนะ ส่วนเวลาเอาไปลองใช้หาศูนย์กลางเบลดก็แค่ใส่แล้วลงไปวิ่ง Crossover ทั้งไปข้างหน้าถอยหลังและทั้ง 2 ด้านด้วย จะลองหมุนเบาๆด้วยก็ได้ ใช้ 3-4 ครั้งก็เอาไปติดน็อตเพิ่มได้ แต่อย่าตกใจไปถ้าเค้าก็ยังติดน็อตให้ไม่หมด เพราะว่าจะเหลืออีกรูสองรูเผื่อเวลาปรับหรือเปลี่ยนเบลดใหม่ (แต่ส่วนมากก็เปลี่ยนยกเซ็ท เพราะว่ามันก็พังไปพร้อมๆกัน) เรื่องเปลี่ยนเบลดใหม่แต่รองเท้าเดิมก็ไม่ค่อยนิยมนะ เพราะรองเท้าที่เป็นรูแล้วติดเบลดใหม่เข้าไปก็มีโอกาสโยกเยกอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าทำท่า เบลแมนสปิน (Beillman Spin – เบลออาจหลุดติดมือมาได้… อิอิ) แล้วก็รองเท้าเดิมเนี่ยเปลี่ยนได้แค่สองครั้งนะ ถ้าเบลดดันพังเร็วกว่ารองเท้า (เล่นยังไงวะ) จะใส่อันที่ 3 เนี่ย เปลี่ยนคู่ใหม่เถอะไม่งั้นคนเล่นอาจจะเดี้ยงถาวรได้!!
หลังใช้ก็เช็ดเบลดและพื้นรองเท้าให้แห้งด้วยนะ ไม่ควรเก็บรองเท้าเข้าล็อกเกอร์เพราะในล็อกเกอร์จะชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท แน่นอนว่ารองเท้าจะขึ้นรา… (แต่ชั้นเก็บเข้าล็อกเกอร์ประจำ ก็ขี้เกียจแบกกลับนิ หนัก… – ไม่ควรเอาอย่างนะ ;D) กลับบ้านอย่าลืมเอาออกมาตากด้วย ดึงเชือกออกหลวมๆให้ลิ้นมันแลบออกมาได้จะได้แห้งเร็วๆ ตากในที่ร่มนะ ถ้าเอาไปตากแดดหนังรองเท้าจะแห้งแข็ง เดี๋ยวจะเจ็บเอาง่ายๆ…

การดูแลรักษาเบลด

หลังจากเล่นเสร็จแล้วเอานิ้วปาดน้ำแข็งออกด้วย เช็ดให้แห้ง เช็ดตามตัวน็อตด้วยนะ อีพวกนั้นแหละสนิมขึ้นง่ายนักแลกลัวไม่แห้งจะตากไว้อีกหน่อยก็ได้แล้วถ้าแน่ใจว่าแห้งแล้วก็ใส่กา(ร์)ดที่เป็นผ้าไว้ซะ อย่าเก็บใส่กา(ร์)ดแข็งเพราะมันเก็บความชื้นแล้วยังฝุ่นเข้าง่ายด้วย เค้าเอาไว้ใส่เวลาเดินในลานเบลดจะได้ไม่ทื่อง่าย แล้วก็ทำความสะอาดกา(ร์)ดแข็งนี่บ่อยๆด้วยนะ เรื่องการลับเบลดเนี่ยเอาไปลับเมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มเกาะพื้นไม่ค่อยอยู่แล้ว (ไม่ต้องรอให้หัวทิ่มก่อนนะค่อยเอาไปลับอะ) อย่าไปลับเบลดจากพวกเคริ่องลับเบลดอัตโนมัติ (ที่อเมกาคงมีเครื่องนี้มั้ง แต่ของเมืองไทยต้องให้คนลับให้อยู่ดีนั่นแหละ ครั้งละ 100 บาท) อยู่เมืองไทยไม่มีเครื่องลับก็ไปพี่ที่ร้านโปรช็อบเค้าทำให้ บอกเค้าจะเอาคมแค่ไหนร่องเบลดเอาลึกมั้ยบอกเค้าได้นะ (เอาแบบคมที่เราเล่นได้ด้วยนะไม่ใช่ลับเสร็จลงไปในลานกระดิกไปไหนไม่ได้ อันนั้นจะพาเอาเจ็บตัวมากกว่า) เวลาที่ควรจะลับเบลดโดยเฉลี่ยนะ ก็อยู่ที่ 20-60 ชั่วโมง แล้วแต่ความบ่อยถ้าอย่างแบบไม่บ่อยเลยก็ลับทุกๆ 2 เดือน (ถ้าเล่นไม่บ่อยนะ หรือว่าไม่ค่อยได้เล่น) และก็ควรจะลับเบลดก่อนแข่งสัด 1 อาทิตย์ด้วยนะ

ที่ลับเบลดแบบพกพาสำหรับคนเล่นประจำ

ที่ลับเบลดแบบพกพาสำหรับคนเล่นประจำ

ส่วนของการลับเบลด บางคนที่เล่นประจำอาจจะลับเอง แต่เราก็แนะนำว่าถ้าเล่นไม่บ่อย อย่าเสี่ยงจะดีกว่า เพราะถ้าลับมาไม่ดีจะมีผลต่อการเล่น แล้วจะทำให้คืนที่เดิมเนี่ยใช้เวลาอยู่พอสมควรเลยล่ะ แต่เอารูปมาให้ดูว่าที่ลับแบบทำเองหน้าตาเป็นยังไงเฉยๆ

แล้วไม่มีรองเท้าล่ะ

ถ้าเป็นรองเท้าลานแบบเชือกคงจะไม่เป็นปัญหามากนัก แต่ถ้ารองเท้าลานแบบ Figure แล้วดันเป็นพลาสติกเนี่ยสิ เจ็บแล้วยังปรับอะไรไม่ได้อีก อันนี้คงต้องเป็นไปตามยถากรรม -_-” เอาเป็นว่าใส่ให้พอดีแล้วกันจะเป็นดีที่สุด

ส่วนการใส่รองเท้าเพื่อลงไปเล่นในลานล่ะ

เราแนะนำให้ได้เฉยๆล่ะน่ะ แต่จะบอกว่าถูกหรือผิดคงบอกไม่ได้ มันแล้วแต่ความถนัดน่ะ การใส่รองเท้าที่ใส่ให้พอดีแล้วต้องดูด้วยว่าเมื่อเรายืนแล้ว เราเป็นสันเบลดด้านในนิดๆมั้ย เพื่อเวลาเล่นเท้าจะได้ไม่เอียงออกไปด้านนอก กลายเป็นเป็ดไปน่ะสิ

การใส่ร�งเท้า

การใส่รองเท้า