SPINS

หมุนก็เป็นท่าบังคับในการแข่งขันเสก็ตประเภทลีลาหรือ ฟิกเกอร์เสก็ต เช่นกัน หลายๆคนที่หัดใหม่ๆบอกว่าเวลาทำแล้วจะมึน แหมใครจะไม่มึนล่ะยะ หมุนซะขนาดนั้น ตั้งกี่รอบ แต่วิธีแก้คือขยันซ้อม ถ้าพอเป็นบ้างแล้วลองหมุนเร็วๆดูจะไม่มึนมากเท่ากับหมุนช้านะ แต่ที่จะทำให้สนุกขึ้นก็ตอนที่เราสามารถคุมความเร็วได้ว่าจะเอาเร็วเอาช้า ด้วยการขยับแขนขยับขานิดๆหน่อยๆเอง แต่เรื่องหมุนยังไงให้อยู่กับที่เนี่ยยังมีปัญหากับมันเหมือนกันยังไงก็ตามมาเข้าเรื่องดีกว่า

จัวหวะเข้าของท่าประเภทนี้จะเรียกทับศัพท์ไปเลยว่า Spin Entry แล้วกัน

การเริ่มเข้าจังหวะหมุน สำคัญตรงที่ว่ามันจะช่วยให้เราหมุนได้ดีมั้ย เร็วมั้ย (ไม่สำคัญมากนักแต่ก็พอช่วยได้) เพราะจะเป็นจังหวะที่ส่งแรงมาที่ศูนย์กลาง (ยังกะกำลังภายใน) ถ้าเริ่มไม่ดีก็ หมุนได้ไม่รอบ ไม่อยู่เป็นที่ อะไรแบบนี้ ส่วนการส่งแรงเพื่อเข้าท่าหมุนนี่มีสองแบบคือเข้าแบบ Backward Crossover มาก่อน กับ เข้าด้วย 3-turn แล้ววางเท้าอีกข้างที่จะเป็นข้างที่ยืนลงไป ขอเรียกเป็น Spin Leg นะ ส่วนข้างที่ไม่ได้ใช้หมุนด้วยจะเรียกเป็น Free Leg (ไม่แน่ใจว่ามันคือ Back Mohawk รึเปล่า) และจุดที่ใช้ในการหมุนเป็นหลักและมีส่วนช่วยให้การหมุนอยู่กับที่คือส่วนที่เรียกว่า Spin Rocker ที่ถัดจากฟันซี่ๆ ให้เข้าใจง่ายๆคือ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่โค้งที่สุดของเบลด และอาจจะเรียกแทนว่า Ball จากส่วนของเท้าเราที่เป็นจุดนูนๆถัดจากนิ้วของเรานั่นแหละ จุดนี้จะเป็นจุดที่ทิ้งน้ำหนักลงไปในระหว่างที่หมุน

มาถึงส่วนเข้าหมุนที่สำคัญจริงๆ คือช่วงเริ่มเข้าจังหวะนี้เนี่ยแหละ คือจะลากเท้าข้างที่เป็นแกนโค้งสวนกลับทางกับจังหวะที่ส่งเมื่อกี้นี้ จังหวะที่ลากก็ค่อยๆกดน้ำหนักลงไปทางหัวจิกเล็กน้อย ซึ่งตัวจะหันเป็น 3-turn เองแล้วขาอีกข้างที่จะอยู่ทางด้านหลัง ให้เหวี่ยงให้มาอยู่ข้างๆซึ่งจะยกขนานพื้น (ถ้าสามารถยกได้สูงนะ) ไปทางที่จะหมุนซึ่งปกติที่ทำกันจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา ไม่เห็นภาพก็ลองหาคลิปดูไปก่อน เพราะเทคนิคเนี่ย อธิบายยากแล้วที่สำคัญ เราลองแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป เลยขอละไว้ก่อน

ท่าหมุนที่ต้องทำเป็นทั้งหมดจะแบ่งเป็นกลุ่มๆให้ดูกันชัดๆตามนี้

  • Upright Spins ง่ายๆคือท่าที่เราต้องยืนโดยสะโพกจนถึงอย่่างน้อยที่สุดคือกลางหลังจะอยู่ในแนวตั้งเดียวกับขาหรือใกล้เคียง
  • Sit Spins ชื่อก็บอกอยู่ว่านั่ง แต่อันนี้ก็อยู่ที่ความแกร่งของและคนว่าจะนั่งลงไปได้สุดแค่ไหน :)
  • Camel Spins ท่านี้จะเหมือน Spiral (ไม่รู้ว่าเคยพูดถึงท่านี้ไปรึยัง) คือเท้าข้างนึงจะอยู่ที่พื้น และอีกข้างจะเหยียดไปด้านหลัง ไหล่-ลำตัวขนานพื้น แต่ต่างที่ต้องหมุนไปด้วยยแค่นี้ (เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายเลยอ่า)
  • Flying Spins เรียกจากท่าเข้าหมุนท่าอื่นด้วยการเพิ่มการกระโดดก่อนเข้าหมุน ส่วนมากจะต่อด้วย Camel หรือ Sit Spin เป็น Flying Camel หรือ Flying Sit Spin และมีท่า Death Drop ที่จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย
  • Combination Spins อันนี้คือการรวมท่าหมุนทุกท่าที่เราทำได้แล้วมาต่อกัน ใช้พลังมากมายเลยอ่ะ อิอิ แต่สนุกดีเหมือนกัน ตรงที่มันวัดได้เลยว่าเราแน่นท่าหนมุนแค่ไหน และมันก็ช่วยให้ท่าหมุนเดี่ยวๆแต่ละท่าเราชัวร์ขึ้นด้วย ถึงจะเพิ่งหัดหมุน พอได้นิดๆหน่อยก็แนะนำว่าควรจะลองเล่นดู แล้วจะทำให้เสก็ตสนุกขึ้นเยอะ

อย่ารีรอ เพราะรู้ว่าอยากลองทำแล้วใช่มั้ยล่ะ มาเริ่มกันที่ท่าหมุนในกลุ่มของ Upright Spins ที่จัดว่าเป็นพื้นฐานของท่าหมุนกันเลยดีกว่า ท่าในกลุ่มนี้มีอะไรบ้างที่เป็นท่าหลักๆและบังคับว่าต้องมีในโปรแกรมที่ใช้สอบ-แข่ง

Upright Spins

TWO-FOOTED SPIN

คือการหมุนด้วยขาทั้งสองข้าง (มีรูปให้ดู ทำไว้นานแล้ว) ส่วนการฝึกเริ่มจากการเกาะขอบลานฝึกเท้าให้ไหลเป็นวงคล่องๆก่อนแล้วค่อยขยับไปทีละเสต็ป

  • level 0 – เกาะขอบลาน ลากเส้นตรงเส้นนึง วางเท้าสลับกันบนเส้นกะล่างเส้น ขยับขากลับไปกลับมาเป็นครึ่งวงให้โค้งต่อกันได้จนเป็นวงกลมก่อน และพอเริ่มรู้สึกว่าทำวงกลมได้ลื่นแล้วก็ทำเสต็ปต่อไปกัน

spin-01-twofootspin spin-01-twofootspin2

  • level 1a – อันนี้เราจะยังอยู่ที่ขอบลาน ยืนเท้าคู่กันให้น้ำหนักลงเมือน level 0 (และรูปที่ทำไว้นะ) อาศัยว่าใช้มือดันให้ตัวหมุนจากขอบลานเอา
  • level 1b – ทำ Pivot ถ้าหมุนไปด้านปกติคือ ทานเข็มนาฬิกาจะใช้ Toe pick ของเท้าซ้ายจิกที่พื้นล็อกไว้ก่อน และเท้าขวากางออกไปด้านข้าง วางตรงๆเหมือนยืนปกติ ทิ้งน้ำหนัลงตรงกลางเพื่อจะได้ลากเท้าบวาเข้ามาติดเท้าซ้ายง่ายๆ คราวนี้ใช้แขนช่วยเหวี่ยงเล็กน้อยให้ตัวหมุนไปได้ ถ้าแค่ Piviot จะลากเท้าเป็นวงเฉยๆ สามรอบแล้วก็ออกเลย จริงๆหัดแค่นี้ก่อนก็ได้ แต่ถ้าอยากจะทำต่อก็รอบที่สี่ค่อยๆยืดตัวขึ้น ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย พร้อมกับค่อยๆเก็บแขนเข้ามาด้วย แรกๆก็ไม่ต้องหมุนเร็วนักอาจจะมึนๆหน่อย แต่หัดบ่อยๆเอาและค่อยๆเพิ่มความเร็ว

การเข้า Two-Foot Spintwofootspin

การเข้า Two-Foot Spin 2 แบบ   >>>>   Two-Foot Spin

  • level 1c – เข้าด้วยวิธีที่มาจากขาคู่กันคือ ทำ Swizzle (มาถึงขั้นนี้แล้วน่าจะรู้ได้แล้วว่าคือท่าอะไร) ตามด้วย Two Foot Glide แล้วค่อยๆแยกเท้าออกจากกัน ต่อจากนั้นคุมเท้าที่อยู่วงนอก ในกรณีที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาเหมือนคนส่วนมาก เท้าขวาจะเสียสละกางออกไปด้านนอกเล็กน้อยก่อนจะดึงให้มาคู่กับเท้าซ้าย พร้อมกับใช้แขนช่วยเหวี่ยงให้ได้จำนวนรอบ
  • level 2 – อันนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากว่าลองเข้าท่าหมุนด้วยวิ่ธีที่บอก (Spin Entry) น่ะ แล้วก็ค่อยๆเพิ่มความเร็ว เพิ่มจำนวนรอบ
  • level 3 - อันนี้ต่อจาก level 2 นะถ้าทำ level 2 คล่องแล้ว หมุนได้นานขึ้นแล้วลองทำระดับนี้ต่ออีกนิด คือฝึกยกเท้าขวาขึ้นด้วย ยกไม่ต้องสูงมาก แค่กะให้รู้ว่าจะต้องถ่ายน้ำหนักลงเท้าซ้ายแค่ไหนก่อน เพราะขั้นต่อไปเราจะไปทำ One-footed spin กัน

ONE-FOOTED SPIN

คือการหมุนด้วยขาเดียว ส่วนการฝึกเราจะมาต่อจาก Two-footed level สุดท้ายกัน… แล้วค่อยๆต่อไปท่าอื่นที่อยู่ในประเภท Upright Spin เลยนะ เราจะไม่แยกเหมือนหนังสือเสก็ตเล่มอื่นนะ (จะแบ่งเยอะไปไหน มันคือประเภทนี้น่ะแหละน่า) ส่วนตัวอย่างของท่าหมุนในกลุ่มนี้ อย่างเช่น

  • Forward Open Spin
  • Back Open Spin
  • Forward Scratch Spin
  • Back Scratch Spin
  • Change Footed Spin
  • Layback Spin
  • Biellmann Spin

จาก Two-Footed Spin level 3 ทำให้คล่อง และจังหวะที่หมุนด้วยขาข้างเดียวทำได้นานขึ้นค่อยไปต่อ อันนี้ไม่มีอ็อปชั่นให้เลือกมากเว้นแต่คล่องระดับนึงไปแล้ว ส่วนวิธีที่จะทำให้ทรงตัวได้ก็แค่ทำ one-foot glide โดยเริ่มจากท่า FORWARD GLIDES/FORWARD STROKING แล้วยกเท้าขึ้นข้างนึง

Forward Open Spin

จากที่สังเกตคนอื่นเล่น ท่านี้ไม่ค่อยมีใครใช้จริงๆจังนะแต่จะใช้เป็นส่วนนึงของท่า one-foot spin มากกว่า สังเกตตอนที่เข้าจังหวะหมุนดีๆ ช่วงที่เริ่มหมุนสาม-สี่รอบแรกจะเป็นท่านี้ที่เค้าใช้แล้วตามด้วยเก็บขาเข้าเพื่อให้หมุนได้เร็วขึ้น นานขึ้น แตก็เห็นบางคนที่ใช้ท่านี้ซ้อมเหมือนกัน คิดว่าที่ใช้เป็น open คือยกข้างที่เป็น free leg ไว้ระหว่างที่หมุนโดยไม่เก็บเข้า น่าจะเป็นการฝึกทรงตัวเวลาหมุน อ่อ ใช้เป็นท่าฝึกก่อนทำ Layback Spin ด้วย (ที่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิงกับกระเทยทำน่ะ) การฝึกให้ยกขาได้สูงๆก็อาศัยความแข็งแรงของขา กับความยืดหยุ่นด้วย ท่านี้จะดูดีขึ้นถ้าขาขาวเกือบตั้งฉากกับขาซ้ายที่เป็นแกนหมุน

Back Open Spin

ก็คือท่าเดียวกับ Open Spin ที่เขียนอธิบายอยู่ข้างบนเนี้ยแหละ แต่ต่างแค่ขา ปกติจะทำ one-foot กันด้วยข้างซ้ายที่จะเป็นแกนหมุนและหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งจะเป็นการหมุนไปข้างหน้าถ้าสังเกตดีๆ เลยเรียก Forward ส่วน Backward จะใช้อีกข้างแทนในขณะที่ทิศทางหมุนยังคงเป็นหมุนทวนเข็มนาฬิกาอย่างเดิม ส่วนของการทิ้งน้ำหนักลงที่เท้ายังคงเป็นจุดเดิม คือ Spin Rocker

สำหรับการฝึกจะไปกล่าวถึงในส่วนของ Back Scratch Spin นะ

FORWARD & BACKWARD SCRATCH SPIN

โดยปกติแล้วจะใช้ขาซ้ายเป็นแกนหมุน และทิศทางการหมุน หมุนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนในจังหวะสุดท้ายขาขวาที่เป็นฟรีเลคจะเหยียดตรงลงไปไขว้อยู่ด้านซ้ายของเท้าซ้าย (ฝึกต่อจาก Forward Open Spin ได้เลยนะ :) ) ไม่รู้ว่าใครเป็นบ้างเพราะเราเหยียดสุดไม่ได้ ถ้าเหยียดสุดจะติดพื้น

Back Scratch Spin ท่านี้จะเหมือนกับ Forward Scratch Spin ต่างแค่เปลี่ยนเป็นขาซ้ายไขว้มาทางขาขวาแทน

ขั้นตอนการฝึก

  • แบบแรก ฝึกจากท่า two-footed spin แต่พยายามให้น้ำหนักลงไปที่เท้าขวาแทนแล้วค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้น ถ้าทำไม่ค่อยได้ก็ไปเกาะขอบลานช่วยได้นะ
  • แบบที่สอง ฝึกจาก one-footed spin ทำเป็น change foot คือทำ one-footed spin ปกติเพื่อให้แรงส่งของจังหวะหมุนยังอยู่ (เท้าขวายกขึ้นมาตรงๆ ไม่ต้องไขว้เป็น scratch spin นะ แต่ถ้าคล่องแล้วจะลองไขว้ก็ได้ เท่ากับเป็นการฝึก change-footed ไปด้วยเลย) วางเท้าขวาลงถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวาพร้อมกับค่อยๆยกเท้าซ้ายขึ้นตรงๆหรือจะไขว้ก็ได้นะ (คนที่คล่องแล้วการเปลี่ยนขาจะใช้การวางเท้าแล้วแล่นไปตามรอยที่หมุนอยู่ แล้วยกเท้าอีกข้างขึ้นหรือเปลี่ยนท่าหมุน แต่ย่อเข่าส่งด้วยนะ)
  • เพิ่มอีกนิดไม่รู้ว่าสอบ ISI Freestyle 3 จะยังมีท่านี้อยู่รึเปล่า แต่ถ้ามีเค้าจะเปลี่ยนสองครั้งคือ เปลี่ยนเป็นขวา (back spin) แล้วเปลี่ยนกลับเป็นขาซ้ายเหมือนเดิมด้วย
  • แบบที่สาม… (เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราเองแหละ อิอิ) ยืนเต็มสองเท้าปกติ ถ่ายน้ำหนักลงไปจุดที่จะใช้หมุนของเท้าข้างขวา (ถ้าหมุนทวนเข็มนาฬิกาแบบคนส่วนมาก) ถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายที่เป็น free leg ไปทางขาขวา แล้วเตะขาซ้ายเฉียงออกไปทางด้านหน้า แรกๆอาจจะยกสูงๆไม่ไหว หรือได้รอบสองรอบก็ไม่เป็นไรนะ เอาให้กะจุดหมุนกับน้ำหนักที่จะลงได้ก่อน เพราะคล่องแล้วใช้วิธีนี้ ไม่มันส์แล้วล่ะ เหอๆๆ (คล่องแล้วไปทำวิธีถัดไปได้เลย)
  • แบบสุดท้าย โปรๆ (555) LFI (เบลดซ้ายด้านใน) เป็นเส้นครึ่งวงกลมเปลี่ยนเป็น RFI (เบลดขวาด้านในเช่นกัน) ทิ้งจังหวะให้ช้าลงสักนิดแล้วบิดเป็น 3-turn พลิกตัวเข้า back open spin พอจังหวะหมุนเริ่มอยู่แล้วค่อยๆเก็บขาไขว้มาด้านหน้าแล้วเหยียดลงไปเป็น back scratch spin การออกก็แค่ยกเท้าซ้ายออกแล้วเหยียดเฉียงไปทางด้านหลังพร้อมกับกางแขนออก

เปรียบเทียบให้ดูระหว่าง Forward กัับ Back Spin

สำหรับท่าหมุนประเภทนี้ ที่ต้องระวังคือตัวที่จะทำให้เสียสมดุลขณะหมุน และทำให้หมุนอยู่กับที่ไม่ได้ ในช่วงแรกที่เข้าจังหวะหมุนแล้ว ตัวจนถึงเท้าจะตรงกันตลอดและเอียงไปด้าน Outside เล็กน้อย ส่วนของ Open Spin หรือจังหวะหมุนก่อนที่จะเก็บแขนเก็บขามาไขว้หรือชิดกัน Free Leg ถ้าสามารถทำได้ก็ยกขึ้นมาสูงๆ ให้ขนานพื้นมากที่สุดด้วย

CHANGE FOOTED SPIN

เขียนบอกไปแร้วในการฝึก back spin นะจ๊ะส่วนการเปลี่ยนเป็นท่าต่างๆที่เราเป็นๆกันก็แค่ฝึกแต่ละท่าที่จะบอกต่อๆไปนี่ให้คล่องก่อนแล้วเวลาต่อจะไปได้เอง (ยกเว้นการคุมจังหวะหมุนให้ได้นานๆ 555 เพราะอีชั้นก้อยังทำไม่ได้ฮ่า หุหุ)

CROSSFOOTED SPIN

อารมณ์เดียวกับ Scratch Spin แต่เหยียดลงพื้นไปวางแล้วหมุนไปด้วยกันเลย โดยลักษณะการวางหัวรองเท้าจะบิดเข้าหากันเล็กน้อย (เหมือนจะไม่ยากนะ แต่ยากอยู่ไม่น้อย อิอิ) จัดเป็นอีกหนึ่งท่าที่เป็น two-footed Spin มีวิธีการเข้าสองแบบคือเข้าแบบ Scratch Spin แล้วเยียดเท้าลงไปแตะพื้น กับเข้าเป็น two-footed spin แล้วเลื่อนเท้าไปไข้วกัน รู้สึกอันหลังจะยากกว่านะ และท่านี้จะใช้แทน Layback Spin ในการสอบและแข่งขันสำหรับประเภท Men ในระบบของ ISI แต่เหมือนว่าจะไม่ค่อยเห็นในการแข่งทั่วไปนะ

LAYBACK SPIN AND BIELLMANN SPIN

ท่านี้รู้สึกว่าสมัยนี้ผู้ชายก็ทำได้เหมือนกัน เหอๆๆ แต่ก็ยังคงเป็นท่าบังคับของผู้หญิงอยู่ดี :) ท่าแรกคือ layback จะเป็นท่าที่เอนตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปลงมาขนานพื้น (แต่ถ้าตัวอ่อนมากๆห้อยลงไปมากกว่านั้นก็อย่าตกใจไป) และขาขวาที่เป็น free leg (ท่านี้จะเป็น forward spin กรณีคนที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา) จะไปข้างหลังแต่จะพับขึ้นมา กางออก หรือยกสูงแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าอยู่ตำแหน่งไหนจะทรงตัวอยู่ได้มากกว่า ส่วนความสวยงามจะมาทีหลัง

วิธีฝึก

ในส่วนของ Off-ice คงไม่พ้นการดัดตัวให้อ่อนล่ะนะ ท่าหลักเลยก็คือ สะพานโค้ง หรือจะยืนทำก็ได้โดยใช้ท่าวอร์มที่ใช้ยืดหลังที่แอ่นตัวไปด้านหลัง โดยพยายามเงยลงไปให้มากที่สุดแล้วค้างไว้ ถ้าเป็น On-ice ก็ค้างท่าเดียวกันไว้ จะยืนเกาะอยู่ริมขอบลานก่อน รือถ้าขาเดียวทำได้แล้วไปลองทำท่านี้ตามแนวยาวของลานสักสองสามรอบ พยายามค้างท่านั้นไว้จนสุดระยะความยาวของลานหรือทำให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญคืออย่าให้เท้าเลี้ยวไป ต้องตั้งตรงเพราะถ้าเลี้ยว เวลาหมุนจะทำให้ตัวเอียงแล้วจะอันตรายได้ง่ายๆ 

จบในส่วนของ Upright Spin ไปแล้ว มารู้ที่มาคร่าวๆกันบ้างว่าผู้ใดช่างสรรหาขนาดนี้ ท่าหมุนประเภทนี้ได้รับการพัฒนามาเป็นสากลมาขึ้นในช่วง 1900 แต่น่าจีมีการทำก่อนหน้านี้ ซึ่งในช่วงที่พัฒนามาใหม่ยังไม่เน้นกันเรื่องความเร็วมากนัก แต่จะเน้นเรื่องของท่ามากกว่า ในส่วนของ Layback Spin นั้น Cecilia Colledge ชาวอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มในช่วง 1930 รวมทั้งท่า Camel Spin ด้วยที่ร่วมกันคิดกับโค้ชที่ชื่อ Jacques Gershwiller ซึ่งจะพูดถึงอีกทีในส่วนของ Camel Spin

 

 

SIT SPIN

ผู้ที่เริ่มท่านี้คือ Jackson Haines ในช่วง 1930 โดยผู้นี้จัดว่าเป็นบิดาเสก็ตน้ำแข็งสมัยใหม่ (คือที่เราเล่นกันอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ) ท่าในตระกูลนี้เป็นท่าหมุนที่จัดว่าง่าย แต่อาศัยความแข็งแรงของขาสูง(มาก) เพราะเป็นท่านั่งหมุน จังหวะนั่งลงไปน่ะ ไม่ยากหรอก แต่ลงแล้วให้ไม่ล้มน่ะยากระดับนึง ยิ่งตอนลุกด้วยแล้วยิ่งต้องอาศัยความแข็งแรงของขาในการลุกขึ้นมาทำจังหวะออกด้วยเนี่ยสิ ท่าประเภทนี้อาจจะมีการปรับให้พิสดารไปจากมาตรฐานไม่มากก็น้อย โดยหลักๆแล้วจะแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ

  • Forward Sit Spin
  • Back Sit Spin
  • Sit change Sit
  • Flying Sit Spin

ส่วนของการเริ่มก็อย่างที่บอกว่าเข้าไปดูในสอนหมุนส่วนแรก ส่วนความแตกต่างของแต่ละท่าคือ สองท่าแรก [Forward & Back Sit Spin] จะต่างกันที่ขาข้างที่เป็นแกนหมุนเหมือนกับท่า Scratch Spin น่ะแหละ

จุดที่เรียกว่าผิดของท่านี้คือขาที่เป็น Skate Leg จะต้องลงมาต่ำให้ขนานพื้นและ Free Leg ก็ต้องเหยียดตรงด้วย  แต่ก็ไม่น่าจะเรียกว่าผิดมากมายอะไรเพราะนักเสก็ตที่แข่งระดับโลกหลายนก็ไม่ได้ลงไปเป็นท่านั่งซะขนาดนั้นแล้วขาก็ไม่ได้ยืดซะตรงแด่วเสมอไป โดยเฉพาะนักเสก็ตชาย แต่ถ้าทำได้ย่งลงสุด ขาจะตรงเองและที่สำคัญได้คะแนนเยอะขึ้นอีกตะหากเพราะลงไปสุดแล้ว ลุกยากกกก ^^

ส่วนของการฝึก…

Off-ice

  • ยืนตรงเท้าคู่กันค่อยๆย่อเข่านั่งลงให้ก้นเท่ากับเข่า ค้างไว้สักพักแล้วยืดตัวขึ้นมายืนปกติเหมือนเดิม
  • ขั้นต่อมาเพิ่มที่จังหวะนั่ง ค่อยๆยืดขาออกมาข้างหนึ่ง ค้างไว้สักพัก เก็บเข้าแล้วยืดตัวขึ้นยืน
  • แกร่งขึ้นแล้วก็ลองแบบ เหยียดขาออกไปข้างหน้าค่อยๆย่อเข่าลง หรือจะย่อลงไปก่อนค่อยเหยียดขาไปข้างหน้า เก็บเข้าจังหวะที่เหยียดตัวขึ้น
  • แบบสุดท้ายที่อาศัยความแกร่งกันสุดๆคือ เหยียดขาพร้อมๆกับย่อลงมาจังหวะนั่งและเก็บขาเข้าตอนจังหวะที่เหยียดตัวขึ้นก็ได้

อ่อ อย่าลืมทำทั่งสองข้างนะ ไม่ว่าจะฝึกลำดับไหนก็ตาม ^^

On-ice
ฝึกบนลานเสก็ตจากท่า Shoot-the-duck จะเป็นท่านั่งที่เขาอยู่ใกล้กับคาง เรียกว่าพับติดตัวเราเลยแต่ขาอีกข้างจะเหยียดตรงไปข้างหน้า ส่วนการทำก็มีทั้งแบบนั่งลงไปแล้วค่อยเหยียดขา หรือเหยียดขาพร้อมๆกับย่อลงก็ได้ แต่แนะนำว่าทำท่าแรกจะดีกว่า ^^ จะได้ไม่เจ็บเข่ามาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่หมุนได้แล้วและต้องซ้อมพวกท่ากระโดดด้วย ฝึกท่านี้ให้ช่วงที่นั่งสามารถได้ระยะทางที่ไกลขึ้นๆ หรือคุมน้ำหนักให้ทรงตัวได้แล้วมาเข้าจังหวะหมุนกันดีกว่า

จากที่สังเกตมีสองแบบคือเข้าด้วยการเริ่มจาก one-footed spin ขาไม่ไขว้กันนะ ค่อยๆเหยียดออกมาด้านหน้า ยกให้สูงขึ้นพร้อมกับย่อตัวลงมาเป็นท่านั่งเหมือนกับการฝึกท่า shoot-the-duck ที่บอกไปแล้วด้านบน กับอีกแบบคือการลากขาที่เหยียดไปด้านหลังในจังหวะที่หักมุมล็อกหัวจิกเข้าจังหวะหมุน ปัดขามาด้านหน้าพร้อมกับย่อเข่าลงมาเป็นท่านั่ง
ระยะของการย่อของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันนะ ในกรณีของคนที่ฝึกใหม่ๆอาจจะทรงตัวอยู่ยาก ย่อลงได้ไม่เยอะ ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มทรงตัวได้ หรือขาแข็งแรงขึ้นก็ลองค่อยๆย่อลงมากกว่าเดิมก็ได้ ท่านี้สามารถเรียกคะแนนได้ดีหากลงได้สุด อ่อ แล้วอย่าแปลกใจไปถ้าเห็นบางคนอาจจะมีการฝึกที่แปลกไป เช่น การหมุนเป็น Two-footed Spin แล้วย่อลงมาเป็นท่านั่ง อันนี้ก็ต้องอยู่ที่ว่าตัวเองถนัดแบบไหน แต่จริงๆแล้วหมุน two-footed แล้วเข้าเป็น sit spin น่ะ ยากกว่าเข้าเป็นขาเดียวนะ ^^

 

CAMEL SPIN

ได้พูดถึงผู้ที่เริ่มทำท่านี้เป็นคนแรกไปแล้ว ก็จะไม่พูดถึงอีก แต่จะเพิ่มให้ว่าท่านี้ขะเรียกได้อีกชื่อคือ Parellel Spin ท่านี้อาศัยพื้นฐานหลักๆคือการทรงตัวที่ดี (มากๆ) ส่วนท่านี้ก็มีการประยุกต์ออกไปเป็นหลายๆแบบเหมือนกัน เท่าที่ตำราเค้าเขียนๆไว้มี

  • Forward Camel Spin
  • Back Camel Spin
  • Catch Foot Camel Spin
  • Curly Camel Spin
  • Camel change Camel
  • Flying Camel Spin

ส่วนล่าสุดมี Yu-na Camel (เห็นคนที่โพสใน YouTube เขยนกันแบบนี้อะนะ) เป็นท่าหมุน Camel แสมกับ Layback น่ะ แต่ดูๆแล้วจัดว่าน่าจะยากนรกถ้าหมุนได้ไม่เก่งจริง เอาเป็นว่ามาฝึกท่า Camel ปกิกันก่อนแล้วค่อยไปฝำท่าพิสดารในตอนต่อๆไปแล้วกัน

Off-Ice

ท่านี้ต้องใช้ความยืดหยุ่นตัวเล็กน้อย ^^ เพราะฉะนั้นยืดขาให้กางได้เยอะๆดัดหลังให้อ่อนซักเล็กน้อย (ถ้าไม่จำเป็นต้องทำ Layback หุหุ) ระหว่างนี้ที่ยังไม่ได้เอาการฝึกท่าที่ช่วยให้ร่างกายมีความอ่อนตัวมากขึ้นก็จะลงให้คร่าวๆไปก่อน ท่านี้อาศัยขาที่สามารถกางได้เกินมุมฉาก แน่นอนว่าควรจะทำได้มากกว่า 90 เพื่อให้สามารถยกขาให้ท่านี้ออกมาสวยงามได้ จริงๆลองไปดูในส่วนของท่าวอร์มจากบท ก่อนจะไปเสก็ต 4 ก็ได้นะ ล่างๆหน่อยจะมีท่า Spiral บอกไว้อยู่ ถึงจะไม่เยอะ ไม่ละเอียด แต่น่าจะพอนึกภาพออกได้บ้าง ฝึกท่านี้แหละ ทั้งในลานและนอกลาน สำหรับนอกลานคงไม่ยากถ้าจะฝึกให้ยืนท่านั้นได้นานขึ้นทีละนิด ส่วนในลานก็ทำท่านี้เป็นเส้นตรง หรืออย่างน้อยก็คุมเท้าได้บ้าง ^^

On-ice

  • ฝึกจากท่า Spiral ทรงตัวให้ขาที่ยกไม่ตก หรือไม่ขยับขึ้นๆลงๆมากนักแล้วค่อยฝึกเข้ากับท่าหมุน
  • ส่วนการเข้าเห็นอยู่แบบเดียวนะ เท่าที่เห็นๆ คือ จากจังหวะที่ลากขาน่ะ ลดระดับตัวลงมาจนขนานพื้น ส่วนขาก็ค่อยๆยกขึนไปขนานพื้น เรียกว่าสลับกัน กดลำต้วลงพร้อมกับยกขาข้างที่เป็น Freeleg ขึ้น ส่วนเท้าหักมุมเหมือนทำ Three-turn แต่ไม่ได้เห็นเป็นมุมขนาดนั้นช่วงที่จะพลิกเข้า Camel นี่ล่ะใช้ Toe Pick เกี่ยวไว้เล็กน้อยให้แล้วค่อยถ่ายน้ำหนักไปอยู่ส่วนของ Rocker Spin (จุดที่ใช้หมุน) เมื่อตัวและขาขนานพื้นแล้ว ในจังหวะที่แรงส่งเข้าจังหวะหมุนเริ่มช้าลงเล็กน้อย จังหวะที่ขึ้นไปแล้วก็ทรงตัวให้ดีๆ โดยน้ำหนักจะทิ้งลงไปที่เบลดด้านนอกมากกว่า ลืมบอกไปว่าเป็น Forward Camel spin นะ (ขาซ้ายเป็นแกนหมุน ส่วนขาขวายกขนานพื้น) ส่วนท่า Back Camel ไว้จะต่อให้นะ แต่จริงๆก็ไม่ได้ต่างกันมาก ลองดูไปก่อนก็ได้นะ เหอ เหอ

BACK CAMEL SPIN

ท่านี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ ที่บอกไว้ข้างบนมากนัก จะต่างกันแค่ อย่างแรกคือ ขาที่เป็นแกนหมุนจะใช้เป็นอีกข้าง คือข้างขวา (สำหรับรายที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา) และท่าเข้า ที่เรียก Spin Entry ที่เข้าเหมือน Back Scratch ปกติ (เท้าจะเป็นหักมุม เหมือน 3-turn) ส่วนลำตัวกดช่วงเอวลงสวนกับยกข้างที่เป็น free leg ขึ้น

จุดที่ต้องระวังคือ ขาทั้งสองข้างจะต้องเหยียดตรง ซึ่งคนส่วนมากที่เพิ่งฝึกใหม่ๆอาจจะไม่ทันระวังเรื่องนี้แล้วจะกลายเป็นนิสัย ทาที่ออกมาก็จะไม่สวยด้วย เราะฉะนั้นรีบฝึกไปเลยจะดีกว่า

โดยปกติแล้ว คนที่ฝึกใหม่ๆจะใช้สันเบลดด้านในเวลาหมุนท่านี้ เท่ากับเป็นการหมุนไปด้านหลัง แต่สำหรับขั้นที่สูงขึ้นจะมีการพลิกเบลดเป็นด้านนอกและจะกลายเป็นหมุนไปด้านหน้าแทน ประโยชน์ของการเปลี่ยนเป็นการใช้สันด้านนอกในการหมุนคือจะช่วยให้ตัวเอนไปด้านหลังเล็กน้อย จะดูสง่ากว่าและยังช่วยให้ความเร็วในการหมุนเพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกัน ถ้าเป็น Back Camel จะกลับเป็นใช้สันด้านในของขาขวา และทิศของการหมุนจะเป็นการหมุนไปด้านหน้า (ในกรณีที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาปกติ) [จาก Skate Journal]
ส่วนท่าอื่นๆที่จัดอยู่ในหมวดนี้โพสไว้ในบทท่าประยุกต์

จากส่วนนี้ไป ขอเป็นเวอร์ชั่นแปลจากตำราต่างๆให้ไปก่อนแล้วกัน เพราะเราเองก็เพิ่งหัดและขาดการฝึกซ้อมไปนานนนน อาจจะอีกนานกว่าจะคืนชีพ หุหุ แต่ส่วนของเนื้อหาเพื่อนำมาเป็นข้อมูลยังมีมาให้อยู่เรื่อยๆนะจ๊ะ

FLYING SPIN

กลุ่มนี้ท่าหมุนก็ไม่ได้ต่างกับที่บอกไปแล้วมากนัก จะมีก็แต่เพิ่มจังหวะกระโดดเข้ามา เอาเป็นว่าบอกเฉยๆไปก่อนว่าท่าไหนมันเป็นยังไง ในส่วนของเทคนิคไว้จะมาอัพเดทให้ทีหลัง ในกลุ่มนี้จะมีท่าหลักๆคือ

  • Flying Sit Spin มีวิธีการกระโดดอยู่สองแบบคือ แบบเพิ่มจังหวะกระโดเข้าไประหว่างจังหวะเข้าหมุนจังหวะสุดท้าย (แต่เห็นคลิปของเด็กฝรั่งเค้าฝึกใหม่ๆจะใช้วิธีหมุนไปก่อนสักรอบแล้วค่อยสปริงตัวขึ้น) อีกวิธีคือคล้ายๆกับ axel ที่มีการเปลี่ยนขา ซึ่งจะได้เป็น Back Sit ไปแทน ไม่ค่อยมีคนทำนะ แต่จะเห็นในแข่งบ้าง ถ้าสังเกตดูดีๆอะ (แล้วจะบอกละเอียดในบทที่เกี่ยวกับกระโดดให้นะ)
  • Flying Camel Spin หลายคนที่หัดท่านี้ก่อนที่จะไปหัด Sit Spin ด้วยซ้ำ เพราะท่านี้ง่ายกว่า (ตรงไหนวะ) จังหวะที่เหวี่ยงตัวจะเข้า Camel นั่นแหละ ที่จะแทนด้วยกระโดด โดยจะเตะขาขวา (หมุนทวนเข็มนาฬิกา) เหวี่ยงขึ้นไปสูงกว่าระดับขนานพื้นหน่อยในขณะที่ขาซ้ายสปริงตัวตามขึ้นด้วย และจังหวะลงจะลงด้วยขาขวาแทน กลายเป็น Back Camel ไป
  • Death Drop จังหวะเข้าคล้ายท่า Flying Camel นะ แต่จะบิดตัวกลับลงมาเป็นท่า Back Sit ทันทีที่เท้าขวาแตะพื้น ส่วนวิธีการฝึกขอไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมก่อน เพราะว่าอธิบายคนที่ฝึกใหม่ๆเข้าใจยากอะ (คนที่เล่นเป็นแล้วจะเข้าใจว่าทำยังไง แต่วิธีการทำเนี่ย ที่ยังไงเราว่ามันต้องมีต่างกันแค่เห็นไม่ชัด)

จุดที่สำคัญของท่าหมุนที่เพิ่มส่วนกระโดดเข้าไปจะต้องไม่ลืมเรื่องการถ่ายน้ำหนักจากขาซ้ายไปขาขวาด้วย (ยกเว้น Flying Sit Spin) และสำหรับ Flying Camel กับ Deathdrop ที่มักจะมีท่า Butterfly หรือ star สักอย่างมานำก่อน จะไปพูดถึงในส่วนของ Movements ให้ทีหลังนะ

เรื่องของท่า Flying Spin นี้มีที่มาจาก Guss Lussi ที่เป็นผู้ริเริ่มในช่วง 1930 และหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองมีนักเสก็ตชาวอเมริกันสองคน Vaghn และ Bill Grimrich ทำ Flying Sit Spin ในการแข่งขันและจากนั้น Dick Button ชาวอเมริกันอีกเช่นกันที่พัฒนามาเป็น Flying Camel รวมทั้ง Flying Back Change Sit ที่ต่อมาเรียกเป็น Axel Sit Spin

 

COMBINATION SPIN

สำหรับกลุ่มนี้ จะเป็นการต่อท่ามากกว่า ซึ่งจริงๆแล้วไม่จำเป็นว่าต้องทำ Single Spin ได้หมดทุกท่าหรอก อย่างมากที่เห็นเค้าหมุนกันก็ได้ไม่เกิน 5 แบบ (นับ Forward กับ Back แยกนะ) ถึงจะยังไม่ถึงขั้น Sit Spin ได้ก็ทำ combiantion ได้แล้วล่ะ

  • Change Footed Spin ไม่มีอะไรมากแค่ทำ one-footed Spin ธรรมดาแล้วเวลาเปลี่ยนขาก็แค่วางอีกข้างนึงลงแล้วยกอีกข้างนึงขึ้น จังหวะที่วางจะเหมือนแล่นไปข้างหน้านิดนึงแล้วบิดเท้าเข้าหมุนต่อ รอยบนลานอาจจะเป็นสองกลุ่มสำหรับมือใหม่นะ แต่สำหรับสอบของ ISIA จะต้องเปลี่ยนกลับอีกรอบด้วย เท่ากับเปลี่ยนเท้าสองรอบ ท่านี้แหละที่เพิ่งหัดหมุนก็ลองทำได้เหมือนกัน
  • Sit change Sit จังหวะเปลี่ยนจะใช้วิธีจิก toe pick ของขาที่จะเปลี่ยนแบบสะกิดเล็กน้อยเพื่อให้มีแรงส่งต่อ
  • Camel change Camel เปลี่ยนคล้ายกับ Change Foot ธรรมดาที่บอกไปแล้ว แต่ตวัดขาที่เป็นแกนหมุนขึ้นไปเป็น Free leg แทน จะกลายเป็น Back Camel
  • Camel to Sit ท่านี้ไม่มีเปลี่ยน Edge จากท่า Camel แล้ว บิดตัวลงพร้อมกับเหยียดขาไปด้านหน้า (ส่วนมากจะเฉียงๆลง เหมือนบิดตัว) จังหวะที่เปลี่ยนท่านี่ยังไม่แน่ใจว่าทำยังไงให้รักษาระดับความเร็วในการหมุนเอาไว้ได้อะ
  • Camel to Layback ไม่เปลี่ยน edge เช่นกัน ทำ Camel แล้วยืดตัวขึ้น ปัดขาข้างที่เป็น Free Leg ไปด้านหลัง จะเหยียด หรือจะงอขึ้นตามความถนัดของแต่ละบุคคล และเอนตัวไปด้านหลังเป็น Layback

นอกเหนือจากนี้ก็แล้วแต่ละบุคคล ขึ้นกับความถนัด ความแข็งแรงของร่างกาย บาลานซ์ หรือกระทั่งกฎการแข่งในรายการต่างๆ

 

ตัว�ย่าง

Marathon Combinatiaon Spin เอามาลงให้ดูไม่ได้ต้องกดไปดูเอง T_T (WordPress unsupport imeem น่ะ) ตัวอย่างการหมุนต่อท่า เวอร์ไปหน่อย แต่น่าจะเข้าใจมากขึ้นว่าการต่อท่าไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนอย่างที่พูด ถึง แต่สามารถทำได้มากกว่านั้น

 

OFF-ICE & ON-ICE SPIN

อันนี้ขอนอกเรื่องไปสักนิดนึงว่า เราไปเจอคลิปของนักเสก็ตเกาหลีที่อายุเจ็ดขวบฝึก off-ice แล้วใช้ Spinning trainer แบบที่เป็นคล้ายๆแผ่นพลาสติกพอดีเท้า เราว่าอันนี้ (ไว้จะเอารูปมาให้ดู) มันเหมาะมากสำหรับคนที่หมุนไม่เป็นที่ เพราะมันจะเลื่อนไปตามทางที่เราหมุน แต่มันจะมีอีกแบบที่เป็น วางที่พื้นเฉยๆ (ซึ่งเราเคยลองเล่นแล้ว) เราว่าอันตรายมากถ้าหมุนอยู่กับที่ไม่ค่อยได้ อันนี้มันเหมือนที่เค้าไว้ใช้หมุนลดเอวน่ะแหละ อิอิ ว่าไปฝึกท่าหมุนมีหลายแบบแล้วอต่เราจะถนัด ถ้าเรียนบัลเล่ต์มาใช้ท่าบัลเล่ต์ฝึกก็ยังได้ แค่เอาบาลานซ์ไปก่อน หรือถ้าไม่มีงบ (ตามจุดประสงค์ของเราที่ทำเว็บนี้) ก็ใส่ถุงเท้าหมุนเอา แต่ระวังลื่นนิดนึง (จะใสหมวกกันน็อกก็ไม่ว่าอะไร -_-”) ถ้ามันลื่นไปก็ใช้เป็นรองเท้าผ้าเดินในบ้าน ลองเลือกๆดูเพราะมันมีพื้นหลายแบบ เอาพื้นรองเท้าที่เหมาะกับพื้นที่บ้านตรงที่จะใช้หัดหมุนนะ อิอิ แต่นี้ก็ได้วิธีหัดบาลานซ์เวลาหมุนแล้ว

ส่วนวิธีการฝึก Position ของท่าหมุนให้ดูสง่าก็ไม่มีอะไรมาก ยืนโพสท่าหน้ากระจก แล้วดูว่าเรายืนแบบไหนแล้วสวย ก็ฝึกโพสบ่อยๆเอา ยืนค้างไว้นานขึ้น นานขึ้น แล้วจะชินเอง ได้ทั้งท่า ได้ทั้งบาลานซ์ ลองดูแล้วกัน

จบในส่วนของท่าหมุนแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นท่าประยุกต์ไป แล้วถ้ามีอะไรเพิ่มเติม หรืออัพเดทก็จะมาเพิ่มไว้ตามแต่ละบท ยังไงคงต้องตามกันเองว่าจะมีอะไรเปลี่ยนบ้าง